ชีวิตหลังความตาย

บทนำ:

ตายแล้วไปไหน…?   เป็นปัญหาที่ได้มีการพูดถึงและ     โต้เถียงกันมานานแล้ว       แม้แต่ในอดีต    สมัยปัจจุบันก็ยังเถียงกันอยู่   และเชื่อว่าถึงในอนาคตก็ยังจะโต้เถียงอีกเหมือนกัน
โดยมากผู้ที่สนใจเรื่องนี้   มักถือเสียว่าเรื่อง   “ตายแล้วไปไหน..?   เป็นเรื่องที่เหลือคิด   เป็นเรื่องอจินไตย   เพราะยากที่มีใครจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรกันแน่   เนื่องจากมองไม่เห็นแต่ก็มีบางพวกที่สนใจ   ส่วนมากเป็นพวกที่มีความรู้ความคิดทางด้านการค้นคว้าหาความจริงเช่นพวกนักปราชญ์    นัก    วิทยาศาสตร์    นักความรู้เกี่ยวกับเรื่องศาสนา   เป็นต้น
คำว่า     อะไรเกิดขึ้นหลังความตาย     หรือตายแล้วไปไหน     นี้    มีข้อที่จะพึงสังเกตได้ยาก    แม้นักวิทยาศาสตร์ก็เคยค้นคว้าทดลองเรื่องนี้มาแล้วเพื่อให้รู้แจ้ง    แต่ปรากฏว่าการทดลองที่ท่านนักวอทยาศาสตร์เหล่านั้นได้กระทำไปไม่เป็นผลสำเร็จ    คือ    ไม่สามารถที่หาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้แห่งความตายนี้ได้     ทั้งประกอบด้วยความยุ่งยากสุดที่จะแก้ไขให้แจ่มแจ้ง       ผลสุดท้ายท่านนักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นก็ล้มเลิกการทดลองในเรื่องนี้    เพียงถือเป็นขั้นสันนิษฐานหรือทฤษฎี     คือความเห็นให้เหมาะสมแก่ภาวะที่ปุถุชนคนเราคิดไดเท่านั้น
ในครั้งพระพุทธเจ้า     มีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อ   วังคีสะ     มีมนต์เลาะกะโหลกศีรษะของคนที่ตายแล้ว    แล้วก็รู้ได้ว่าผู้นั้นไปเกิดที่ไหน    คือเขาร่ายมนต์ขึ้นแล้ว    เอาไม้เคาะกะโหลกศีรษะ    แล้วก็รู้ว่าผู้นั้นไปตกนรก    หรือไปเกิดเป็นเปรต   เป็นยักษ์    เป็นภูตผีปีศาจ   เป็นมนุษย์      เป็นสัตว์เดรัจฉาน    เป็นเทวดา    ได้อย่างถูกต้อง    ไม่รู้แต่พระอรหันต์เท่านั้นว่าสิ้นอายุแล้วไปที่ไหน     ต่อมาพราหมณ์นั้นก็ได้ออกบวชและสำเร็จอรหันต์    มนต์นั้นก็ไม่มีผู้เรียนต่อไว้จึงสาบสูญไป     เมื่อใครอยากรู้ว่า     บิดามารดา     ปู่    ย่า     ตา    ยาย     หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับคนตาย     ตายแล้วไปไหน    ก็หาโอกาสไปเฝ้าทูลถามพระพุทธเจ้า     พระพุทธเจ้าตรัสบอกให้รู้     แต่ก็น้อยคนนักที่มีโอกาสได้เฝ้าทูลถาม       ดังมีเรื่องที่พระเจ้าปเสนธิโกศลทูลถามพระพุทธเจ้า     ดังนี้
ครั้งพระนางมัลลิกา     อัครมเหสีของพระเจ้าปเสนธิโกศล    กรุงสาวัตถีสวรรคตแล้ว      พระเจ้าปเสนธิโกศลทรงเสียพระทัยมาก     เพราะพระนางมัลลิกานั้น     เป็นผู้มีพระจรรยา       พระปรีชามาก      เป็นผู้มีพระทัยเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก    ได้ทรงเลี้ยงพระภิกษุอยู่เป็นประจำ    วันละ    ๕๐๐   รูป    พระองค์จึงทรงเสียพระทัยมาก     อยากทรงทราบว่าพระนางได้ไปเกิดที่ไหน    จึงดำริว่า    พรุ่งนี้จะทรงทูลถามพระพุทธเจ้า     เมื่อถึงเวลาจะทูลถามพระพุทธเจ้าทรงบันดาลให้ทรงลืม    เป็นอยู่อย่างนั้นถึง    ๗   วัน    พอถึงวันที่    ๘   จึงทรงให้ทูลถามแล้วตรัสบอกว่า     พระนางมัลลิกา    ขึ้นไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต    ทำให้พระองค์ได้ชื่นพระทัยขึ้นมาบ้าง
มีคำถามว่าเพราะอะไร     พระพุทธเจ้าจึงทรงบันดาลให้พระเจ้าปเสนธิโกศลทรงลืมถึง    ๗    วัน   แก้ว่าเพราะในขณะนั้นพระนางมัลลิกาตกนรกอเวจีอยู่    เพราะเหตุที่พระนางได้กล่าวตู่พระเจ้าปเสนธิโกศล     ด้วยเรื่องไม่จริงนั่นเอง
ดังนั้น    ดังในเรื่องที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นเป็นตัวอย่างในเรื่องชีวิตหลังความตาย    ซึ่งเพื่อให้กระจ่างมากขึ้นทางกลุ่มจึงได้นำเสนอในเรื่องชีวิตหลังความตายเป็นอย่างไร     และพิสูจน์ได้อย่างไร    เพื่อเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและค้นคว้าเป็นละดับไป    โดยเริ่มจาก     สังขาร     วิญญาณ     ความตาย     ดังนี้

สังขาร
ในเบื้องต้นนี้ควรจะรู้ว่าสังขาร  มีที่มาอย่างไรบ้าง    ซึ่งสังขารมีกล่าวไว้    ๓   แห่ง     คือ
๑.   สังขารในขันธ์    ๕   หมายถึง    จิตสิกธรรมที่เป็นกุศล    อกุศล    และอัญญสมานา    คือกลางๆ ๕๐๐  ดวง    ที่ปรุงแต่งจิต   จำง่ายๆ   ได้แก่   ความคิด
ตามพระสูตรในสังยุตตนิกาย        ขันธวารวรรค       ทรงแสดงได้แก่เจตนากาย   (หมวดแห่งเจตนา)   ที่เป็นไปใน    รูป     เสียง     กลิ่น     รส      สัมผัส      ธรรม      รวม     ๖    อย่าง     เพื่อให้เข้าใจได้แก่    “เจตนาที่เป็นกามรูปและอรูป”      แม้ในพระสูตรเองเวลากล่าววิเคราะห์     “สังขาร”    ท่านก็แสดงว่า   “สงฺขตํ    อภิสงฺขโรทีติ    โข    ภิกฺขเว    ตสฺมา    อภิสงฺขารา     ติ”    ที่เรียกว่า    “สังขาร”    เพราะปรุงแต่ง   (อภิสังขาร)         ซึ่ง  “สังขตะ”
๒.    สังขารในสามัญญลักษณะ     หมายถึงสิ่งทั้งปวงที่ปัจจัยปรุงแต่ง     คือที่เป็นสังขตธรรม   มีที่สังเกตตามสังขตลักษณะก็คือ    ความเกิดปรากฏ     ความเชื่อปรากฏ     ความแปรเป็นอื่นปรากฏ     สังขารประเภทนี้หมายความกว้าง    คลุมถึงสังขารในขันธ์    ๕   และตัวขันธ์    ๕   เอง    ตลอดจนถึงสิ่งที่มีใจครองและไม่มีใจครอง
ในธรรมนิยามท่านแสดงสังขารว่า    ไม่เที่ยงเป็นทุกข์    และแสดงว่าธรรมเป็นอนัตตา    เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าตอนที่เป็นอนัตตานี้หมายถึงสังขารและวิสังขาร     รวมความแล้วสังขารไม่ว่าในที่มาใด     ย่อมรวมเข้าในสามัญญลักษณะ   ทั้งสิ้น
๓.   สังขารในปฏิจจสมุปบาท     ตามในสังยุตตนิกาย     นิทานวรรค    แสดงว่าได้แด่กายสังขาร    และจิตสังขาร   ส่วนในอภิธรรมแสดงว่า    ได้แก่    ปุญญาภิสังขาร    อปุญญาภิสังขาร    และอเนญชาภิสังขาร    มีอธิบบายดังนี้
กุศลเจตนาที่สำเร็จด้วย     ทาน    ศีล    ภาวนา    เป็นกามาวจรภูมิ    และรูปาวจรภูมิ   ปรุงแต่งให้เกิดในกามภพเรียก   “ปุญญาภิสังขาร”
อกุศลชั้นเจตนาชั้นกามาวจร    ปรุงแต่งให้ไปเกิดในรูปกามภพ   (คงหมายถึงแค่นรก)   เรียกว่า  “อปุญญาภิสังขาร”
กุศลเจตนาชั้นอรูปาวจร      ปรุงแต่งให้ไปเกิดในอรูปพรหม    เรียก   “อเนญชาภิสังขาร”   ได้แก่   สมบัติ   ๓   นั้นเอง
ในจุลลเวทัลลสูตร    พระผู้มีพระภาคทรงรับรองคำตอบของนางธรรมทินนาเถรี    ที่แก้สังขารได้แก่    วิตก    วิจาร    จิตสังขาร   ได้แก่    สัญญา    เวทนา
สังขาร    ๓    อรรถกถาแห่งสังยุตตนิกาย    นิทานวรรค    แก้ว่า     กายสังขาร    ได้แก่    สังขารที่เป็นไปทางกาย    คือ    เป็นชื่อของสัญญาเจตนาที่เป็นไปทางกาย    ๒๐   ดวง    วจีสังขาร    ได้แก่สัญญาเจตนาที่เป็นไปทางวาจา   ๒๐   ดวง    จิตสังขาร    ได้แก่เจตนาที่ไม่เกี่ยวกับกายวาจาเป็นไปในทางจิต   ๒๙   ดวง
ข้อที่พึงสังเกตก็คือ     สังขาร    ๓    นี้    เป็น   “เจตนา”   ทั้งหมด    คราวนี้เป็นสังขาร    ๓    ตามแนวอภิธรรม    ที่แก้ได้แก่    ปุญญาภิสังขาร    อปุญญาภิสังขาร    อเนญชาภิสังขาร    ฎีกาอภิธรรมมัตถวิภาวินี     แสดง
ว่ากามาวจรเจตนาและรูปาวจรเจตนา    ๑๓   ดวง    เป็น    “ปุญญาภิสังขาร”    อกุศลเจตนา    ๑๒   ดวง   เป็น   “อปุญญาภิสังขาร”    อรูปาวจร   ๔   ดวง    เป็น    “อเนญชาภิสังขาร”    รวมเป็น   ๒๙   ดวง
ตามที่แสดงมานี้    เป็นอันได้ความว่า     สังขารในปฏิจจสมุปบาท    ได้แก่    กายสังขาร    วจีสังขาร    จิตสังขาร    ซึ่งอรรถกถาแก้ว่า    ได้แก่    “เจตนา”    และตามแนวอภิธรรม    ได้แก่    ปุญญาภิสังขาร    อปุญญาภิสังขาร     อเนญชาภิสังขาร      ซึ่งฎีกาแห่งอภิธรรมแก้ว่า     ได้แก่    “เจตนา”    เช่นกัน     สังขารในปฏิจจสมุปบาท    ได้แก่   “เจตนา”
คราวนี้มาดูว่า   สังขารจะเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณได้อย่างไร    ต้องขอย้ำว่า    สังขารในปฏิจจสมุปบาทได้แก่เจตนาที่เป็นบุญเป็นบาปหรือกรรมกิเลส    เมื่อสังขารเกิดขึ้นแล้ว     วิญญาณคือ    ความรู้สึกก็เกิดต่อเนื่องกันไป     เมื่อไม่มีสังขาร    คือ    “เจตนา”     แม้ธาตุรู้คือวิญญาณธาตุจะมีอยู่ก็ตาม     ความรู้แจ้งย่อมไม่ได้    ต่อเมื่อได้มีสังขาร    คือเจตนาที่เป็นบุญก็ตาม     บาปก็ตาม     เมื่อนั้นจึงจะเกิดวิญญาณ    คือความรู้แจ้งขึ้น     สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ   เพราะเหตุนี้    (สงฺขารปจฺจยา    วิญฺญานํ)

วิญญาณ
คำว่า    วิญญาณ   แยกออกเป็น    วิ     บทหนึ่ง     ญาณ    บทหนึ่ง     วิ  +   ญาณ   =   วิญญาณ       ดังนั้น     จึงแปลว่า    วิญญาณในที่นี้ท่านว่าได้แก่     ปฏิสนธิวิญญาณ      ส่วน     วิญญาณในที่ทั่วไปหมายเอา     วิญญาณในขันธ์    ๕   บ้าง     วิญญาณ     ๖    บ้าง

ลักษณะของวิญญาณ
วิญญาณกับจิตมีความหมายใช้แทนกันได้     โดยปกติวิญญาณเป็นภวังค์จิต     หรือตรงกับ    ซับคอมซัสไมน์   (Subconscious   mind)    ในทางจิตวิทยา    มีลักษณะเป็นธาตุรู้    และใสบริสุทธิ์ดุจน้ำสะอาดที่ยังไม่ได้ระคนด้วยของโสโครก      แต่ครั้นวิญญาณนั้นถูกระคนปะปนด้วยอุปกิเสที่จรมาทางทวารต่าง   ๆ   นั้น    วิญญาณจึงมีลักษณะวิจิตรพิดารออกไปด้วยภูมิ     วัตถุ    อารมณ์     และกิริยาเป็นต้น       ข้อนี้เป็นจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ในธรรมบทว่า    “ภูมิวตฺถุอารมฺมณกิริยาทิวิจิตฺตาย    ปเนตํ    วิญฺญานํ”     วิญญาณนั้น    ที่ท่านเรียกว่า    จิต    ก็เพราะเป็นธรรมชาติวิจิตรด้วย    ภูมิ     วัตถุ     อารมณ์      และกิริยาเป็นต้น     แม้ในมงคลทีปนีก็มีใจความทำนองเดียวกันโดยนัยนี้     ลักษณะวิญญาณในทางพระพุทธศาสนาจึงเป็นอันประเสริฐ    ลักษณะต่อไปนี้    เป็นไอ  (Vapour)     ลมหายใจ   (Breath)   เป็นเงา    (Shadow)    แต่ว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่และมองเห็นได้อย่างยากยิ่ง   (สุทุทฺทสํ)     หรือเรียกว่า     อินวิสิเบิ้น   (Invisible)   ไม่มีตัวตน
ลักษณะที่เป็นปทานุกรมของธอนไดคุ     ได้แปลความเข้าใจว่า     เป็นพลังงานของจิต    หรือเอนเนอยี่อ๊อฟไมนฺด์    (Energy   of   mind) แล้วนักวิทยาศาสตร์เลยพากันอธิบายว่า    หากเป็นพลังงานจริง   ๆ   ทางวิทยาศาสตร์ก็อาจกักเอาไว้ใช้งานได้เหมือนพลังงานอื่น   ๆ   แต่เมื่อได้พิสูจน์ทดลองตามหลังวิทยาศาสตร์แล้ว    ไม่เคยเห็นนักวิทยาศาสตร์คนใดกักเอาพลังงานของดวงจิตไว้ใช้งานได้     อันนี้แสดงให้เห็นว่า    วิญญาณไม่มี
อันที่จริงแม้แต่วิญญาณของคนเป็น  ๆ  นี่แหละก็ยังไม่มีใครมองเห็นมันได้    ถ้าเช่นนั้นก็แปลว่าวิญญาณไม่มีล่ะสิ    เพราะไม่มีใครมองเห็นได้
ข้อนี้    การที่เราไม่เห็นด้วยตา    แล้วท่านจะด่วนปฏิเสธว่าไม่มีนั้น    จะจัดว่าท่านเป็นผู้มีเหตุผลเพียงพอแล้วกระนั้นหรือ    เพราะวิญญาณไม่ใช่วิสัยของตาทิพย์หรือตาปัญญา     ขอยกตัวอย่างให้เห็นง่าย   ๆ    เช่น    ถ้านักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่งมาบอกท่านว่า     ในน้ำหยดหนึ่งที่ท่านดื่มเข้าไปนั้นมีตัวมีบาหรือพารามิเชี่ยมลายร้อยวิ่งวุ่นกันไปมา     ท่านก็คงไม่เชื่อ    ถ้าท่านจะอ้างเหตุผลเพียงว่าท่าน    มองเห็นด้วยตา    คราวนี้ถ้าท่านนักวิทยาศาสตร์ท่านนั้นนำเอาเครื่องมือชนิดหนึ่งเรียกว่ากล้องจุลทัศน์    มาขยายน้ำนั้นให้ท่านดู     เมื่อท่านยอมเข้าไปดูที่กล้องนั้นท่านจะเห็นได้ทันทีว่าคำพูดนั้นเป็นจริง     นี่เป็นเพียงบางสิ่งบางอย่างที่เราไม่อาจจะมองเห็นได้ด้วยตา      แต่ได้อาศัยเครื่องมือ     ที่ดีพอ      ยังเป็นไปได้ถึงเพียงนี้     ทำไมเรื่องวิญญาณมีจริงจะเป็นไปไม่ได้เล่า    หากท่านต้องการเห็น     หรือดูวิญญาณมีลักษณะเป็นเช่นไร     ท่านก็ต้องแสวงหาเครื่องมือคือ    ทิพยจักษุ   หรือ    ปัญญาจักษุ     มาส่องดู     เมื่อท่านมีเครื่องมือดังกล่าวแล้ว     ท่านยังไม่สามารถจะค้นหาวิญญาณได้     แล้วท่านจะปฏิเสธอย่างไรก็คงไม่มีใครจะไปว่าท่านไม่มีเหตุผล     การมัวแต่ปฏิเสธอะไร    ๆ    ที่ท่านมองไม่เห็นด้วยสายตา     ในเมื่อเขามีเครื่องมือให้ดูก็ไม่แปลกอะไร    กับคนที่ไม่มองเข้าไปดูในกล้องจุลทัศน์    แล้วก็ไปปฏิเสธจนคอเป็นเอ็นว่า    ไม่มี    ไม่มี     ในขณะที่คนอื่น    ๆ    เขายอมเข้าไปดู    แล้วบอกว่า    มี

จะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าวิญญาณมีจริง
อย่างไรก็ดี     แม้ว่าเราไม่มีเครื่องมือเพียงพอที่จะตรวจค้นหาวิญญาณเหมือนเครื่องมืออื่น   ๆ   แต่อย่างน้อยทีสุดเราก็ยังพอมีหนทางที่พิสูจน์ได้ว่าวิญญาณมีจริง    กล่าวคือ     ในขณะที่เรายังตื่นอยู่    อารมณ์บางชนิดที่เราแต่ละคนได้ประสบมาแล้ว    หากเป็นอารมณ์หรือเหตุการณ์     ชนิดที่ทำจิตใจของเราสั่นสะเทือนได้     อารมณ์หรือเหตุการณ์นั้นจะฝังแน่นอยู่ในจิตใจใต้สำนึก     หรือซับคอนซัสไมนฺด์  (Subconscious    mind)   นั้น   ครั้งแล้วอารมณ์หรือเหตุการณ์ทำนองนั้นจะปรากฏแก่เราอีกครั้งหนึ่งในลักษณะไร้สำนึก   (ฝัน)    ในขณะที่เรานอนคิด     ของเราทั้งหมดหยุดพักอยู่ในลักษณะไร้สำนึก    หรืออย่างที่เรียกว่าจิตตกภวังค์    แต่อารมณ์หรือการที่จิตได้บันทึกเอาไว้ภายในความรู้สึกใต้สำนึกนั้น      กลับมีอำนาจมาสู่ความสำนึกของเราอีกครั้งหนึ่ง    ซึ่งคล้าย  ๆกับเราได้เห็นมันเช่นนั้นจริง   ๆ   ด้วยตา   แต่ความจริงเราไม่ได้เห็นมันด้วยตาจริง  ๆ   เลย     เราฝันไปต่างหาก    ใครเล่าท่านเป็นผู้รับรู้ในขณะที่เราฝันนั้น    นี่แหละท่าน     คือวิญญาณที่แท้จริงและเป็นผู้รับรู้ในเหตุการณ์นั้น   ๆ  ข้อนี้ดังปรากฏในพระไตรปิฎกเล่มที่   ๑๐   ข้อ   ๓๑๑   เป็นต้นไป    ในบทสนทนาตอนหนึ่ง    ระหว่างปายาสิกับพระกุมารกัสสปะ    ดังนี้
พระเจ้าปายาสิ      แม้พระคุณเจ้ากัสสปะผู้เจริญ     จะได้กล่าวอย่างไรก็ตาม    ผมยังเชื่อว่าชาติหน้าไม่มีนรก     สวรรค์ไม่มี   ผลแห่งกรรมดักรรมชั่วไม่มีอยู่นั่นเอง
พระเถระ    ขอถวายพระพร    พระองค์มีเหตุผลก็อย่างไร
ปา.   มีสิพระคุณเจ้ากัสสปะผู้เจริญ    คือพวกบุรุษของผมในนครนี้จับผู้ร้ายมาได้แล้ว    นำมาแสดงแกผมว่า   “ขอเดชะ    โจรผู้นี้ประพฤติหยาบช้านัก    ขอให้พระพิพากษาให้ลงอาญาตามประสงค์เถิด”    ครั้นแล้วผมจึง
ได้ออกคำสั่งให้จับนักโทษนั้นลงในหม้อทั้งเป็น   ๆ   แล้วปิดฝาเสีย    เอาหนังรัดไว้แน่น     ใช้ดินเหนียวพอกให้หนา     ยกขึ้นบนไฟแล้วจุดไฟไหม้ให้ลุกโพรง     ครั้นคะเนว่านักโทษนั้นตามแล้ว     ก็ยกหม้อนั้นให้ดูแกะอินเหนียวและแก้หนังที่ผูกออก    แล้วค่อย   ๆ    แง้มฝามองดู    ด้วยหมายใจว่าจะได้เห็นวิญญาณของนักโทษคนนั้น    แต่ผิดถนัด    ผมไม่ได้เห็นวิญญาณของนักโทษคนนั้นอยู่ข้างในหรืออกไปเลย    นี่และท่านที่ทำให้ผมไม่เชื่อว่าโลกหน้า      นรกสวรรค์และผลแห่งกรรมดี –  ชั่ว   มีจริงดังที่พระคุณเจ้าว่านั้น
เถระ    ถ้าเช่นนั้นอาตมาย้อนถามพระองค์สักข้อหนึ่ง     ขอจงทรงพยากรณ์ตามพระทัย    มหาบพิตรพระองค์เคยระลึกได้ไหมว่า    ในเวลาที่พระองค์ทรงบรรทมหลับในเวลากลางวัน    แล้วทรงสุบินถึงสวนดอกไม้ที่น่ารื่นรมย์     ป่าเขาลำเนาไพรที่น่าเที่ยว    ภูมิภาคที่น่ายินดี     และสระโบกขรณีที่น่าทวงสนาน
ปา.     ระลึกได้พระคุณเจ้า   ผมเคยฝันเห็นสิ่งเหล่านั้นเสมอ
เถระ   ในขณะที่ทรงบรรทมแล้วทรงสุบินเช่นนั้น    มีมหาดเล็กเฝ้าอยู่ที่นั้นหรือเปล่า
ปา.      มีสิพระคุณเจ้า
เถระ    พวกมหาดเล็กที่เฝ้ารักษาอยู่นั้น    มีใครบ้างไหมได้เห็นวิญญาณของพระองค์ออกไปหรือเข้ามาอยู่
ปา.      ไม่มีใครเห็นสักนิดเดียว    พระคุณเจ้า
เถระ     นั่นแหละมหาบพิตร     แม้แต่ชนเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่แท้  ๆ   ก็ยังไม่เคยมีใครเห็นวิญญาณของพระองค์ผู้ยังมีชีวิตอยู่เหมือนกัน    ออกไป    หรือเข้ามาอยู่    ไฉนเลยพระองค์จึงเห็นวิญญาณของบุคคลผู้ตายแล้วออกไปจากร่างหรือเข้ามาอยู่……..ฯ

ตำแหน่งที่ตั้งของวิญญาณ
พระพุทธเจ้าตรัสเทศนาไว้ในจิตภวังค์ธรรมบทว่า     “ทูรงฺ    คมํ    เอกจรํ   อสรีรํ    คูหาสยํ     เย   จิตฺตํ   สญฺญ    เมสฺสนฺติ    โมกฺขนฺติ     มารพนฺธนา”    (ผู้ใดจักสำรวมจิต    มีอันเที่ยวรับอารมณ์แม้มีอยู่ที่ไกล    เที่ยวไปดวงเดียว    ไม่มีรูปร่าง     มีถ้ำคือมหาภูตรูป    เป็นที่อาศัย    ผู้นั้นจะพ้นบ่วงมาร)
ตามบาลีพุทธภาษิตนี้     เป็นอันชี้ให้เห็นตำแหน่งที่ตั้งของวิญญาณว่า     ตั้งอยู่ในกายโดยอาศัยหัวใจเป็นไป
ทางวิทยาศาสตร์รับรองว่าหัวจำงานได้เนื่องจากมันสมองส่วนล่างควบคุม      แต่ถ้าถือเอาตามพุทธภาษิตนี้     มันสมองก็มิได้เป็นที่อยู่ของวิญญาณ     คงเป็นแต่เพียงทางเดิน    หรือเป็นสื่อ    ให้ความคิดผ่านเท่านั้น ใจความในอรรถกถาแก้ว่า    “อิทญฺ     หทยรูปํ     นิสฺสาย     ปวตฺตีติ    คูหาสยํ    นาม     ชาตํ        จิตย่อมอาศัยหทัยรูป   (หัวใจ)     เป็นไป      เหตุนั้นจึงชื่อว่ามีถ้ำคือมหาภูตรูปเป็นที่อยู่อาศัย”
เป็นอันได้ความอีกอย่างหนึ่งว่า     จิตกับกายเกี่ยวเนื่องกัน     ความจริงข้อนี้แม้ในพระสุตตันตปิฎกปัจจยการก็กล่าวว่า    “ผู้ที่มีความเห็นว่า     ชีพก็อันนั้น     สรีระก็อันนั้น    หรือชีพก็อันอื่น     สรีระก็อันอื่น”    ความเห็นของผู้นั้นหาถูกไม่    เพราะทั้งชีพและร่างกายย่อมมีส่วนสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน     หรืออาศัยกันและกันเกิดขึ้น    กล่าวคือ     เมื่อใดส่วนชีพคือวิญญาณทำงานประสานกับส่วนสรีระคือร่ายกาย     เมื่อนั้นก็สำแดงพฤติกรรมของมันออกมาในรูปแห่งความรู้สึกนึกคิดต่าง   ๆ    ลักษณะที่มีสรีระมีพฤติ – กรรมดังกล่าวนี้เอง   ที่ส่อแสดงให้เราเห็นว่าอินทรีย์นั้น   “ยังมีชีวิตอยู่”    แต่ถ้าเมื่อใดส่วนชีพคือวิญญาณ    กับส่วนสรีระคือร่างกายนั้นก็ไม่มีพฤติกรรมดังกล่าวนั้น   แปลว่า    คน  ๆ   นั้นตาย     คือหมดความรู้สึกนึกคิดนั้น   ๆ
ข้อนี้หากจะเปรียบเทียบให้เห็นกับเรื่องพลังงานไฟฟ้า     กล่าวคือ     แสงสว่างของไฟฟ้าที่ปรากฏให้เห็นทางดวงเทียนชนิดต่าง   ๆ    นั้น     ย่อมเกิดเพราะอาศัยอุปกรณ์อื่น    มีสายและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า     เป็นต้น     หากมีแต่อันหนึ่งอันใด     แต่เราจะกล้าปฏิเสธได้ไหมว่า   “ไฟฟ้า”    ไม่มี    ไฟฟ้าฉันใด     จิตก็ฉันนั้น    แม้ของผู้ที่ตายแล้ว
เพื่อให้เข้าใจง่าย     ขอให้คำจำกัดความไว้เสียที่นี้ว่า     ในขณะที่คนเรายังมีชีสิตอยู่    ยังไม่ตาย    จิตกับการย่อมรับมีส่วนสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน       คือต่างอาศัยซึ่งกันและกัน      ดังไฟฟ้าอาศัยอุปกรณ์อื่น   ๆ   ฉะนั้น   แต่ถ้าเป็นขณะที่คนเราปราศจากชีวิตคือตาย      ตอนนี้จิตกับกายแยกกันได้    ดังที่ไฟฟ้า    มีอยู่    แม้จะขาดอุปกรณ์ทีทำให้เกิดแสงสว่าง    ทั้งนี้เพราะจิตกับไฟฟ้าเหมือนกันโดยลักษณะ

เมื่อปราศจากร่างกายวิญญาณจะตั้งอยู่อย่างไร

ท่านอาจตั้งคำถามขึ้นว่า     “วิญญาณนั้นหากขาดรูปเสียแล้ว    จะตั้งอยู่ที่ไหน    และเมื่อหาที่ตั้งมิได้ก็แปลว่าวิญญาณไม่มีอย่างนั้นหรือ”
สำหรับคำถามข้อนี้     ให้ท่านได้ย้อนรำลึกไปถึงพระบาลีในอังคุตตรนิกาย     ติกนิบาตร     ท่านจะพบว่าวิญญาณสามารถตั้งอยู่ได้    แม้ในสิ่งอันหารูปมิได้     อรูปพรหม    และในธรรมวิภาค     ปริเฉทที่    ๒    พระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ    ก็แสดง    วิญญาณฐิติ   ภูมิเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ    ไว้    ๗   ภูมิด้วยกัน   คือ
๑.    สัตว์เหล่าหนึ่ง    มีกายต่างกัน    มีสัญญาต่างกัน    เช่นพวกมนุษย์    พวกเทพบางหมู่    พวกวินิปาติกะ   (เปรต)   บางหมู่
๒.   สัตว์เหล่าหนึ่ง    มีกายต่างกัน     มีสัญญาอย่างเดียวกัน    เช่น    พวกเทพผู้อยู่ในจำนวนพรหม    ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน
๓.   สัตว์เหล่าหนึ่ง    มีกายอย่างเดียวกัน   มีสัญญาต่างกัน   เช่น   พวกเทพอาภัสสระ
๔.   สัตว์เหล่าหนึ่ง    มีกายอย่างเดียวกัน    มีสัญญาอย่างเดียวกัน    เช่น   พวกเทพสุภกิณหะ
๕.   สัตว์เหล่าหนึ่ง    ผู้เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะ
๖.    สัตว์เหล่าหนึ่ง    ผู้เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะ
๗.   สัตว์เหล่าหนึ่ง    ผู้เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ
จะเห็นได้ว่าหนึ่งในเจ็ดภูมินั้น    มีอรูปอยู่ด้วย     วิญญาณตั้งอยู่ได้แม้สิ่งอันหารูปมิได้

ความตาย
ความตายคืออะไร     ในอภิธรรมปิฎกวิภังคปกรณ์และในมหาสติปัฏฐานสูตร    ทีฆนิกายมหาวรรค    ตอนนิเทศแห่งทุกขสัจ     แสดงว่า    “ความตาย”      คือความจุติ     ความเคลื่อน    ความทำลาย    ความหายไป   ความม้วย    ความทำกาละ    ความแตกแห่งขันธ์ทั้งหลาย     ความทอดทิ้งซากไว้    ความขาดตอนแห่งชีวิตตินทรีย์
ในมรณัสสติสูตร    อังคุตตรนิกาย    อัฏฐกนิบาต     แสดงไว้โดยปริยายว่า    “ในขณะที่เราหายใจเข้าแล้วหายใจออกอยู่    หรือขณะที่เราหายใจออกแล้ว    หายใจเข้าอยู่    เรายังเป็นอยู่ได้”     แต่ถ้า    “ในขณะที่เราหาใจเข้าแล้วไม่หายใจออกอยู่     หรือหายใจออกแล้วไม่หายใจเข้าอยู่    เราก็เป็นอยู่ไม่ได้    คือต้องตาย”
ในโมกขุปายคาถา     แสดงตามคาถาประพันธ์  ว่า
ชีวิตินฺทริยุปจฺเฉท    สงฺขาตมรณํ     สิยาสพฺเพสํ    ปีธ    ปาณีนํ     ตญฺหิ    ธุวํ    น    ชีวิตํ      ความตายคือความขาดตอนจากชีวิตินทรีย์    จะพึงมีแก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้     เพราะความตายเป็นของเที่ยง    ชีวิตความเป็นอยู่เป็นของไม่เที่ยง

สถานการณ์ภายหลังความตาย
อจิรํ    วตยํ    กาโย    ปฐวี    อธิเสสติ
ฉุฑฺโฑ    อเปตวิญฺญาโณ    นิรตฺถํ    ว   กลิงฺครํ
ในร่างกายนี้มีวิญญาณไปปราศแล้ว    ถูกเขาทิ้งเสียแล้ว    ไม่นานหนอจักนอนทับแผ่นดินเหมือนท่อนไม้ที่ไร้ประโยชน์    ฉะนั้น
จากพระบาลีพุทธภาษิตข้างบนนี้     ทำให้เราพบว่าส่วนที่เป็นอัตตภาพร่างกาย      จะต้องมีอันเน่าเปื่อยทับถมแผ่นดินไป    แต่ส่วนวิญญาณไม่สูญเพราะจะต้องปราศไป    เพื่อปฏิสนธิในโลกหน้าอีกครั้ง

 

อาการไปสู่โลกหน้าแห่งวิญญาณ
เมื่อคนเราใกล้ตาย     จิตแสดงอาการเคลื่อน     คือไปปราศร่างกายอันเป็นเรือนร่างของมัน    ลักษณะนี้ในบาลีเรียกว่า    จิตเป็นจุติ    พอจุติจิตจวนจะดับ    ปฏิสนธิจิต       หรือปฏิสนธิวิญญาณก็เกิดขึ้น    ลักษณะนี้บาลีเรียกว่า   จิตเป็นปฏิสนธิ       ปฏิสนธินี้     ปรารภหรือยึดอารมณ์อย่างเดียวกับที่จุติจิตนั้นยึดอยู่    แล้วก็ไปเกิดโลกหน้าดังแสดงในอภิธรรมสังคหะ    ว่า    “ในเวลาใกล้ตาย    จิตยึดกรรมหรือกรรมนิมิต    หรือคตินิมิตเป็นอารมณ์   แล้วน้อมไปสู่ภพใหม่    อนักรรมที่เป็นกุศลและอกุศลเป็นเจ้าพนักงานปรุงแต่งให้ไปเกิดในสุคติภพและทุตติภพ   แล้วก็ดับหายไป    ที่สุดแห่งปัจจุบันชาตินี้กำหนดด้วยจุติจิตดวงนั้น    ในขณะที่จุติจิตใกล้จะดับนั้น    ปฏิสนธิจิตนั้นจึงหมายเอาวิบากจิต    เพราะสืบต่อภพหน้า”
ครั้นปฏิสนธิ   (เกิด)    แล้ว    ปฏิสนธิจิตนั้นก็กลายมาเป็นภวังคจิต    ตามเดิมอีกโดยมีจิตรู้สึกยึด    ทับอยู่ข้างบน

ตายแล้วไปไหน
เมื่อทราบสภาพการณ์หลังความตายแล้ว    มีอีกข้อหนึ่งที่ควรจะทราบ    นั้นคือหากบุคคลตายแล้วเกิด   จริงจะไปเกิดที่ไหน
ในมัชฌิมนิกาย    มูลปัณณาสน์แสดงว่า
จิตฺเต    สงฺกิลิฏฺเฐ     ทุคฺคติ    ปาฏิกงฺขา      เมื่อจิตเศร้าหมอง     จำหวังทุคติ
โดยนัยนี้เป็นอันได้ความว่า     จิตเศร้าหมองเพรากิเลส     กิเลสแปลว่า     สิ่งที่ทำให้จิตเศร้าหมอง    มีชื่อเรียกต่างกัน    เช่น    อาสวะ    โยคะ    อนุสัย   เป็นต้น   อาสวะได้แก่    กิเลสอันดองอยู่ในสันดาน    โยคะได้แก่    กิเลสทีเป็นเหตุประกอบสัตว์ไว้ในพิภพ    อนุสัย    ได้แก่   กิเลสอันนอนเนื่องอยู่ในสันดาน     กิเลสอย่างละเอียด    เมื่อไม่มีอะไรมากระบท    ย่อมไม่ปรากฏ    กิเลสอย่างนี้เองติดไปถึงภายหน้าได้มิใช่ติดอยู่ที่มัยสมอง    แต่ติดอยู่ที่ใจ    ส่วนกิเลสอย่างหยาบนั้น    ได้แก่    โลภ    โกรธ    หลง    จัดเป็นอกุศลมูล   คือรากเหง้าแห่งความชั่วทั้งปวง
เมื่อกิเลสเกิดขึ้นครอบงำจิตสันดานแล้ว    จิตย่อมเศร้าหมอง    จิตที่เศร้าหมองย่อมชักนำให้ทำกรรม   เมื่อทำกรรมแล้วย่อมได้รับผลของการกระทำเป็นธรรมดา     แล้วกิเลสก็เกิดขึ้นครอบงำสันดานอีก    วนเวียนอยู่อย่างนี้เรื่อย   ๆ   กิเลสอันเป็นเหตุทำกรรมยังไม่สิ้นไปจากจิตสันดานตราบใด    ตราบนั้นอาการเวียนนั้นย่อมดำเนินต่อไป
หากตายลงด้วยทั้งที่จิตที่เศร้าหมองอย่างนั้น    ย่อมหวังได้ทุคติ    ฉะนั้นการที่คนเราเบื้องหน้าแต่ตายเป็นเพราะกายแตกต้องไปเกิดทุคตินั้น    เป็นเพราะกิเลสชักนำให้จิตเศร้าหมองก่อน    กล่าวคือ    เมื่ออารมณ์    มาปรากฏทางมโนทวารด้วยจิตรู้คิด    แล้วอารมณ์นั้นจะได้ถูกบันทึกไว้ภายในจิตใต้สำนึก     ครั้นเมื่อจิตจุติแล้ว    ผลของกรรมและนิมิตที่อันได้ถูกบันทึกไว้ด้วยจิตใต้สำนึกนั้น    ก็จะทำหน้าที่เป็นชนกกรรมเพื่อแต่งปฏิสนธิในโลกหน้าที่ชั่ว   ซึ่งรวมเรียกว่า   “ทุคติ”
จิตฺเต    อสงฺกิลิฏฺเฐ    สุคติ    ปาฏิกงฺขา     เมื่อจิตไม่เศร้าหมองสุคติต้องหวังได้
จิตไม่เศร้าหมอง    เพราะจิตไม่ถูกระคนด้วยกิเลส    เมื่อจิตไม่สัมปยุตด้วยกิเลสอันเป็นเหตุทำกรรมดังนี้แล้ว  ผลแห่งกรรมดีย่อมปรากฏในมโนทวารด้วยจิตรู้คิดนั้น     ครั้นตายไปแล้วผลของกรรมดีซึ่งได้ถูกบันทึกไว้ด้วยจิตใต้สำนึกนั้น   ก็จะทำหน้าที่เป็นชนกกรรมเพื่อแต่งปฏิสนธิในโลกหน้าที่ดี    ซึ่งรวมเรียกว่า    “สุคติภูมิ”
ตอนนี้ก็เกิดปัญหาแทรกขึ้นมาว่า     “ถ้าจิตที่เศร้าหมองต้องไปสู่สุคติแล้ว    ก่อนตายทำไมเราไม่ทำจิตให้ผ่องใสเท่านั้นเล่า    เราจะต้องมัวทำความดีต่าง   ๆ   ให้เป็นการลำบากทำไม    เพียงรอทำจิตให้ผ่องใสเท่านั้น   เราก็น่าจะมีหวังได้สุคติสบาย   ๆ   แต่อย่าลืมไปว่า    ตลอดเวลานั้นจิตของเราทำหน้าที่อย่างไร    ตลอกเวลานั้นวิถีจิตของเราย่อมเกิดขึ้นติดต่อกันอยู่เสมอทุก    ๆ   ขณะจิต    และในขณะเดียวกันจิตยังทำหน้าที่    เก็บ    หรือบันทึกพฤติกรรมต่าง   ๆ   ที่เราแต่ละคนได้กระทำในขณะยังมีชีวิตอยู่นั้นไว้ในวิญญาณ     ครั้นแล้วเวลาใกล้ตาย    ผลของการทำดี – ชั่วเหล่านั้นก็จะประดาเข้ามาในวิถีจิตของเราในลักษณะต่าง  ๆ   อย่างที่ท่านเรียกว่า     กรรมนิมิต   ปรากฏในลักษณะนี้ไม่มียกเว้นแก่ใคร   ๆ   ทั้งนั้น    ด้วยเหตุผลดังนี้เราจะเห็นแล้วว่า    การรอทำจิตให้ผ่องใสในขณะที่ใกล้ตายนั้น    เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เสียแล้ว

วิญญาณเข้าไปปฏิสนธิทางไหน
ลักษณะพิเศษแห่งวิญญาณนั้น    คือ   วิญญาณหรือจิตนั้น    ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกาลหรืออากาศ     หรือที่เรียกว่า              (Time   and    Space)     กล่าวคือ    เราอาจส่งความคิดไปสู่ที่ไกลแสนไกล    อย่างไรก็ได้โดยมิใช้เวลา   (Time)   เลยแม้แต่วินาทีเดียว   เพราะฉะนั้น    พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า    “จิตเป็นธรรมชาติ   รับอารมณ์ได้แม้มีอยู่ในที่ไกล   (ทุรงฺคมํ)   ว่าถึงเรื่องอวกาศ    (Space)    หรือเนื้อที่ก็เหมือนกัน    คือจิตไม่กินเนื้อที่หรือเปลืองเนื้อที่     จิตอาจอยู่ในที่ที่แคบอย่างไรก็ได้    เช่น    อย่างในจำพวกมดหรือแมลงเล็ก   ๆ   เป็นต้น   จิตก็เข้าสิงอยู่ได้    หรือขยายเนื้อที่ที่ใหญ่โตขึ้นอีก    เช่น    พวกมนุษย์    ช้าง    ม้า    เป็นต้น     ก็คงมีผลเท่ากัน    คือจิตไม่ได้ลดลงหรือขยายโตขึ้นเพราะเนื้อที่    ดังนั้นจิตจึงมีความสามารถเป็นพิเศษอย่างหนึ่ง    คือ   สามารถทะลุสิ่งกีดขวางที่หนาเข้าไปได้    และไม่มีใครอาจรู้ได้ว่ามันเข้าไปได้อย่างไรและโดยวิธีไหน    แต่ที่เราสามารถจะรู้ได้อย่างหนึ่งก็คือ    เข้าไปได้ด้วยการ    น้อมนึก    นี่เอง   คือการเข้าไปสู่ครรภ์ของวิญญาณ
จะเชื่ออย่างไรว่าตายแล้วเกิด
ข้อที่ทำให้เชื่อว่า     ตายแล้วเกิดนั้น    มีอยู่    ๓   ข้อด้วยกันคือ
๑.   โดยหลักฐานที่ท่านแสดงไว้    ทั้งในฝ่ายพระสูตรและอภิธรรม
๒.  โดยหลักธรรม
๓.   โดยที่มีคนบางคนระลึกชาติได้    ทั้งในอดีตและปัจจุบัน
หลังที่  ๑  ดังในอังคุตตรนิกายติกนิบาตรแสดงไว้ว่า    พระพุทธองค์    ตรัสว่า    “อานนท์     กรรมเป็นเนื้อนา   (กมฺมํ   เขตฺขํ)   วิญญาณเป็นพืช   (วิญฺญาณํ   พีชํ)    ตัณหาเป็นยางในเมล็ดพืช   (ตณฺหา   สิเนโห)    วิญญาณแห่งสัตว์ทั้งหลายอันวิญญาณกั้นไว้    มีเครื่องผูกคือตัณหา   ตั้งอยู่ด้วยกามธาตุ,   รูปธาตุ,   อรูปธาตุ    เมื่อเป็นเช่นนี้จึงต้องไปเกิดในโลกเบื้องหน้า   คือ   กามภพ,   รูปภพ,    อรูปภพเป็นต้น
หลังที่   ๒  เป็นที่ทราบกันดีว่า    คนเราทุกคนที่มาในโลกเดียวกันนี้     ย่อมมีความแตกต่างกันทั้งในส่วนฐานะความเป็นอยู่     ทั้งในรูปสมบัติและคุณสมบัติ    นั่นคือ   บางคนมีฐานะความเป็นอยู่ยากจน    บางคนกลับมีความเป็นอยู่ร่ำรวย   และบางคนมีฐานะความเป็นอยู่ปานกลาง     พอมีกินมีใช้    ว่าถึงรูปสมบัติเล่า    บางคนก็มีรูปร่างงดงาม       บางคนก็ขี้ริ้วขี้แหร่    แม้ในส่วนคุณสมบัติ    คือ   อุปนิสัยใจคอและสติปัญญาก็อยู่ในเกณฑ์เดียวกันนี้     เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ลองคิดดูว่า    เพราะอะไรเป็นเหตุหนอ    เราจึงมีความแตกต่างกันอย่างนี้
ตามหลักความจริงในทางพระพุทธศาสนาวางหลักไว้ว่า     การที่คนเรามีความแตกต่างกันถึงเพียงนั้น    ก็เป็นด้วยถูกกรรม   คือการกระทำจัดสรรหรือจำแนก  (กมฺมํ   สตฺเต    วิภชฺชติ    ยทิทํ   หีนปฺปณีตตาย)
กรรม    แปลว่า   “การกระทำ”   มีทั้งส่วนดีและส่วนชั่ว    เรียกว่า   “กุศลกรรม”   และ   “อกุศลกรรม”   การทำดีและชั่วของเราท่านแต่ละคนนี้เอง    เป็นเหตุแห่งความแตกต่างกันดังกล่าวแล้ว     เพราะกรรมเป็นผู้สร้าง   และทำลาย    ทุกคนต้องอยู่ภายใต้อำนาจของกรรม    หรือภายใต้ลิขิตของกรรม    หาใช่พรหมลิขิตแต่ประการใดไม่     ทุกคนต้องไปตามทางของกรรม   (ยภากมฺมํ     คมิสฺสนฺติ)     คือใครทำกรรมอย่างใดไว้ดีหรือชั่วก็ตาม   ย่อมได้รับผลแห่งกรรมนั้นเป็นเครื่องทายาท    คือผู้ที่ต้องรับมรดกของกรรม    (กมฺมทายาโท)     มีกรรมเป็นกำเนิด  (กมฺมโยนิ)    มีกรรมเป็นเผ่าพันธ์  (กมฺมพนฺธุ),   มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย  (กมฺมปฏิสฺสรณํ)
แต่กรรมมีหลากหลายประเภท    ทั้งชนิดปรุงแต่งให้เกิด    ทั้งชนิดส่งเสริมสนับสนุน    ทั้งชนิดตัดรอนบีบคั้น    ทั้งชนิดที่มีอิทธิพลมากและมีอิทธิพลน้อย    ชนิดที่มีหน้าที่ในทางทำให้เกิด    ก็ทำหน้าที่ปรุงแต่งปฏิสนธิวิญญาณให้เกิดในกำเนิดต่ำบ้างสูงบ้าง    ชนิดที่มีหน้าที่ในทางส่งเสริมสนับสนุน   ก็ทำหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนผลแห่งชนกกรรมนั้น    เช่นถ้าเกิดในตระกูลสูงก็ส่งเสริมให้สูงยิ่ง   ๆ   ขึ้นไป     หรือเกิดในตระกูลต่ำก็ส่งเสริมสนับสนุนให้ต่ำยิ่ง    ๆ   ลงไปอีก    ส่วนชนิดที่มีหน้าที่ตัดรอนบีบคั้น    ก็ทำหน้าที่ตัดรอนหรือบีบคั้นผลแห่งชนกกรรมและอุปถัมภกกรรมนั้น    ๆ   ให้ดีขึ้นหรือเลวลงเช่นกัน   และถ้ามีอุปถัมภกกรรมด้วย    กรรมดังกล่าวนี้ย่อมทำหน้าที่ตัดกำลังของอุปถัมภกกรรมนั้นให้เพลาลง    ถ้าเกิดในตระกูลต่ำก็ทำหน้าที่ให้ผลในปัจจุบันทันตาเห็น    ที่มีอิทธิพลรองลงมาก็ทำหน้าที่ให้ผลในชาติต่อ   ๆ  ไป
เพราะเหตุที่กรรมมีหลายประเภทดังนี้    เราจึงได้เห็นความแตกต่างของบุคคลบ้าง    ความผันแปรและความวิวัฒน์ของบุคคลบ้าง    เช่นบุคคลบางคนเกิดมาในตระกูลมั่งคั่งสมบูรณ์     มีเหตุแวดล้อมล้วนแต่ดี   ๆ  ทั้งนั้นแต่แทนที่เราจะได้เห็นเขาเป็นคนดี    กลับตรงกันข้าม    คือกลายเป็นเลวไป    ทั้งในส่วนฐานะความเป็นอยู่   ทั้งในส่วนรูปสมบัติและคุณสมบัติ     บางคนเสียอีกที่พอเกิดมาลือตาดูโลกกับเขา    ก็พบตัวเองอยู่ในตระกูลที่ยากจนมีเหตุแวดล้อมที่เลวแสนเลวเสียแล้ว      แต่แทนที่ฐานะความเป็นอยู่ของเขาจะเป็นดังนั้น    ก็กลายเป็นว่า   เป็นอย่างอื่นซึงผิดจากบรรพบุรุษของเขา    อย่างชนิดกลับหน้ามือเป็นหลังมือทีเดียว
เหตุผลดังนี้   การที่เราจะอ้างเพียงหลักพันธุกรรม   (Heredity)  และเหตุแวดล้อม   (Environment)   มาเป็นสาเหตุแห่งความแตกต่างของบุคคล    จึงอาจเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้    เพราะโดยหลักดังกล่าวนี้    ยังมีการยกเว้นในกรณีที่มีคนบางคนวิวัฒน์ฐานะความเป็นอยู่คุณสมบัติ    คือสติปัญญาของตนให้ต่างออกไปจากเดิมไว้อยู่
๓.   การระลึกชาติได้    นั้น   บางคนก็ระลึกได้     บางคนระลึกไม่ได้    การที่บางคนระลึกถึงพฤติการณ์ต่าง   ๆ  ในอดีตไม่ได้นั้น    เพราะคนเราโดยมากถูกอวิชชาคือความโง่หรือความไม่รู้ครอบงำ    กิเลสชนิดนี้เปรียบเหมือนฝ้าที่หุ้มห่อจิตวิญญาณของเราไว้     เพราะฉะนั้นตราบใดที่เราแต่ละคนยังมีกิเลสชนิดนี้ไม่เบาบาง   ตราบนั้นเราก็ย่อมไม่อาจระลึกถึงพฤติการณ์ต่าง    ๆ   เหล่านั้นได้
อีกประการหนึ่ง    เราคงจะชี้ให้เห็นในปัจจุบันนี้ได้ว่า    เหตุใดบางคนจึงระลึกพฤติการณ์ในอดีตนั้นไม่ได้มีบางท่านกล่าวไว้ว่า   ที่เราทุกคนสามารถรักษาปกติภาพของคนไว้ได้    ก็เพราะอาศัยที่มี    “สัญญา”   เป็นส่วนประกอบสำคัญ    หากคนเราขาดสัญญาเสียแล้ว    โลกจะไม่น่าอยู่เช่นทุกวันนี้เลย     เพราะโลกจะเต็มไปด้วยคนบ้า    เพราะฉะนั้น    เราจึงเห็นได้แล้วว่า    สัญญามีความสำคัญต่อชีวิตของแต่ละคนที่สุด    รวมกระทั่งถึงสังคม   แต่สัญญาเป็นเพียงเจตสิกธรรม    เป็นอาการเป็นส่วนหนึ่งของจิต    ดังนั้นแม้ว่าสัญญาจะมีความสำคัญเพียงใดก็ตาม    แต่เมื่อความสำคัญของสัญญานั้นต้องขึ้นอยู่แก่จิต    เราย่อมกล่าวได้ว่า    จิตนั้นแลสำคัญกว่าเพราะเหตุว่า   “ความจำ”   ของเราย่อมมีวันลืมเลือนได้    เราไม่จำเป็นต้องกล่าวว่า    ในอดีตชาตินั้นมีอะไรเกิดขึ้นแก่เราบ้าง   เพราะมันห่างไป    เอากันเพียงเมื่อ   ๑๐   ปี    ล่วงแล้วนี่แหละ     มีใครบ้างไหมที่อาจระลึกถึงพฤติการณ์ต่าง   ๆ   อันเกิดขึ้นแก่ตัวเองทั้งหมด     หรือไม่อย่างนั้น    ย่นเข้ามีอีก    เอากันเพียงเมื่อวานนี้ก็ได้ว่าเราทำอะไรบ้างเชื่อเหลือเกินว่าคงไม่มีใครที่ระลึกพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนได้ทั้งหมด     ยิ่งคนที่ธุระยุ่งยากมาก    ยิ่งไม่สามารถจะปะติดปะต่ออดีตของตนให้เข้ารูปของตนได้    ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า    ไม่มีเวลาได้  “ใส่ใจ”    จำนั่นเอง
ดังนั้นเราจึงเห็นได้อีกอย่างหนึ่งว่า    สัญญาย่อมเกิดจากความ   “ใส่ใจ”   หรือ   “ตั้งใจ”   เป็นประการสำคัญผู้ขาดความตั้งใจและใส่ใจจะปรากฏมักมีความจำไม่ดีเลอะเลือน    นี่ก็เป็นความจริงที่เห็นกันได้    เพราะดังนี้เรื่องการระลึกชาติ    จึงย่อมหมายถึง   ความทรงจำที่ดวงวิญญาณได้สั่งสม    หรือบันทึกเอาไว้แต่ในอดีตเป็นประการสำคัญ     มากกว่าจะเป็นไปโดยบังเอิญนึกขึ้นได้เฉย   ๆ   อย่างไม่มีเหตุผล
การที่คนใดคนหนึ่งนึกอะไรขึ้นมาได้    แล้วบอกว่าเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้      ซึ่งเราถือว่าเราได้เคยเกิดมาแล้วในชาติก่อนนั้น     นักวิทยาศาสตร์บางท่านกล่าวว่า    ลักษณะดังกล่าวนี้เป็นเรื่องของโทรจิต    คือกระแสความคิดที่ส่งถึงกัน    หรือเข้าใจบางสิ่งบางอย่างโดยบังเอิญ     ท่านทั้งหลายจงดูเอาเถิด    นักวิทยาศาสตร์ซึ่งได้ชื่อว่าบูชาเรื่องเหตุผลเป็นชีวิตจิตใจ      แต่เหตุผลใดจึงมีนักวิทยาศาสตร์บางท่านพูดถึงเรื่องโทรจิต   (Wireless telepathy)   หรือการส่งความคิดถึงกันแบบไม่มีสายนี้ทางพระพุทธศาสนาถือเป็นเพียงวิชาแขนงหนึ่งในอภิญญา   ๖   และวิชชา   ๘   ซึ่งเกิดขึ้นโดยอาศัย   “สมาธิ”   กล่าวคือเมื่อผู้บำเพ็ญเพียรทำจิตที่เป็นสมาธินั้นให้เป็นบาทแล้ว    ย่อมอาจทำอภิญญา   ๖   หรืออวิชชา     ๘    ให้เกิดขึ้นได้    นี้เป็นลักษณะของจิตอันอบรมดีแล้วในปัจจุบันนี้เท่านั้น    แต่เรื่องของผู้ระลึกชาติได้จะจัดเข้าลักษณะนี้ไม่ได้     เพราะส่วนมากผู้ระลึกชาติได้    มันจะเป็นเวลาที่ยังเป็นเด็กไม่รู้เดียงสา   ซึ่งเป็นเวลาที่ไม่อาจจะทำมูลเหตุแห่งการที่จะได้เจโตปริญาณนั้นแต่ประการใด
อีกประการหนึ่ง    ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ    ญาณอันระลึกชาติหนหลังกับเรื่องชาติของบุคคล    ซึ่งทั้งสองนั้นไม่เหมือนกัน    เพราะปุพเพนิวาสานุสสติญาณเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยอาศัยการประกอบกระทำในปัจจุบันเป็นเครื่องช่วยประกอบสำคัญ    ส่วนเรื่องชาติของบุคคลหาได้อาศัยประกอบกระทำในปัจจุบันเป็นเครื่องช่วยแต่ประการใดไม่    คือไม่ได้อาศัยกำลังแห่งสมาธิญาณแต่ประการใดไม่    แต่หมายถึงความทรงจำที่ดวงวิญญาณได้   “สั่งสม”    เอาไว้แต่ในอดีตชาติ
ความตายเป็นเพียงฉากหนึ่งของชีวิต    ผลแห่งกรรมดีและชั่วที่เราแต่ละท่านได้สั่งสมเอาไว้ในขณะยังมีชีวิตอยู่    จะติดสอยห้อยตามเราไปทุกฝีก้าวดุจเงาตามตัว    ดุจล้อหมุนไปตามรอยโค    ดุจเราส่งกระสุนวิ่งไปตามวิถีกระสุน    และดุจใช้ผู้ซื่อสัตย์ติดตามนายของตนไป
ท่านทั้งหลายเคยนึกถึงความจริงเหล่านี้บ้างหรือเปล่าว่า    ท่านเคยประมาทพลาดพลั้งไปเพราะความเข้าใจผิด    หรือเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือไม่    ท่านไม่ต้องตกใจ    เพราะพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
โย   จ    ปุพฺเพ   ปมชฺชิตฺวา   ปุจฺฉา    โส   นปฺปมชฺชติ     โสมํ    โลกํ    ปภาเสติ    อพฺภา   มุตฺโตว    จนฺทิมา
“ผู้ใดคิดผิดพลั้งไปแล้วในครั้งก่อน    แต่มาภายหลังกลับตัวได้    ผู้นั้นย่อมยังโลกนี้ให้สว่างไสวดุจพระจันทร์พ้นจากกลีบเมฆ    ส่องหล้าให้กระจ่างอยู่ฉะนั้น
๔.   คนผีเข้า     ข้อนี้จะพึงเห็นได้ว่า    ถ้าวิญญาณไม่มีแล้วผีจะมาเข้าได้อย่างไร
๕.   เทวดาเข้าทรง    เรื่องนี้เป็นที่ทำกันมากในปัจจุบัน    เช่นการทรงเจ้าหลวงปู่นั้น    หลวงปู่นี้เป็นต้น
๖.   การสะกดจิต    ในวงการแพทย์ปัจจุบันใช้กันมาก    ถ้าจิตวิญญาณไม่มีแล้วจะมีการสะกดจิตได้อย่างไร
๗.   การสะกดจิตย้อนภพ    ได้แก่การสืบประวัติย้อนหลังไปถึงชาติก่อนได้เป็นอย่างดี    ค้นพบครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา
๘.   เด็กอัจฉริยะ    ได้แก่เด็กที่ฉลาดเกินกว่าเด็กธรรมดา    มีทั้งในประเทศและต่างประเทศ    เช่นเด็กที่มีอายุน้อย    คำนวณเลขที่ยาก   ๆ    ได้โดยไม่ต้องบอก
๙.   เด็กฝาแฝด    คือเด็กฝาแฝดนั้นถึงมีรูปร่างที่เหมือนกัน   แต่จะมีอุปนิสัย   และจิตใจไม่เหมือนกัน
๑๐.   เรื่องผีและผู้เคยเห็นผี    คนที่พบผีด้วยตัวเองนั้นมีอยู่มาก    ผีก็คือวิญญาณของคนที่ตายไปแล้วนั่นเอง
๑๑.   พระอริยสงฆ์    พระที่ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ    ท่านไม่เคยปฏิเสธเรื่องภพภูมิต่าง   ๆ   และจิตวิญญาณเลยว่าไม่มี   ท่านจะรู้เรื่องต่าง   ๆ   ได้ดี    โดยที่คนธรรมดาไม่สามารถรู้ได้เหมือนกับท่าน    ถ้าไม่จริงท่านโกหกเราไปทำไม   ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่า    คนเราตายแต่กายแต่จิตวิญญาณไม่ได้ตายเลย
๑๒.   คนตายแล้วฟื้น    ในสังคมไทยก็มีมากที่หมดลมหายใจแล้ว    ญาติพี่น้องนึกว่าตาย    แล้วกลับฟื้นคืนมาอีก    ก็มาเล่าประสบการณ์ทางวิญญาณ    ขณะจิตออกจากร่างไปประสบกับอะไรบ้าง    เช่น    นรก    สวรรค์    เป็นต้น    แล้วนำมาเล่าให้ญาติและคนอื่นทั่วไปฟัง    เช่น    พันเอกเสนาะ    จินตรัตน์   เป็นต้น

คนในโลกนี้ได้ตกนรกกันอยู่เสมอ
เพื่อเป็นการชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า    นรกและสวรรค์ในโลกนี้ก็มี    ไม่ใช่มีแต่ในโลกหน้า     และหลักฐานในเรื่องนี้ก็คือ    ข้อความดังที่กล่าวมาแล้วนั้นอย่างหนึ่งและนอกจากนี้ยังมีหลักฐานอื่น   ๆ   อีกหลายแห่งที่เป็นการยืนยันถึงการมีนรกสวรรค์ในโลกนี้    เช่นพระพุทธเจ้าตรัสว่า
ภิกษุทั้งหลาย    ตา   หู    จมูก    ลิ้น    กาย    ใจ    ถูกไฟเผาร้อนอยู่เสมอ    อะไรคือไฟ    ?   ราคะ    โทสะ    โมหะ    เรากล่าวว่าเป็นไฟ    ชาติ    ชรา    มรณะ    โสกะ    ปริเทวะ    ทุกขะ    โทมนัส    อุปายาส    เรากล่าวว่าเป็นไฟ
สมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าทรงตักฝุ่นขึ้นมาด้วยปลายเล็บ   แล้วถามภิกษุทั้งหลายว่า    ฝุ่นในเล็บมือกับฝุ่นในผืนแผ่นดินใหญ่    อันไหนจะมากกว่ากัน   ภิกษุทั้งหลายได้ทูลตอบว่า    ฝุ่นในผืนแผ่นดินใหญ่มีมากกว่า   แล้วพระองค์ก็ตรัสต่อไปว่า     ข้อนี้ฉันใด    ผู้ที่ไปนรกไปอบาย    ก็มีมากเหมือนกับฝุ่นในผืนแผ่นดินใหญ่    ฉันนั้น   ทั้งนี้ก็เพราะผู้ที่รู้อริยสัจมีน้อย
แสดงให้เห็นว่า   สำหรับผู้ที่ยังไม่เห็นแจ้งอริยสัจ    ในใจยังไม่ได้สัมผัสกับความสงบเยือกเย็นในขั้นโลกุตตระแล้ว     ก็เป็นการหวังได้ว่า    ในชีวิตประจำวันจะต้องตกนรกอยู่เสมอ    คือจะถูกไฟราคะ    โทสะ    โมหะ    ไฟคือ    ชาติ    ชรา    มรณะ    โสกะ    ปริเทวะ    ทุกขะ    โทมนัส    อุปายาสเผาอยู่เสมอ    และถ้าในชีวิตประจะวันกระทำบาปอยู่เสมอด้วยแล้ว    ไฟเหล่านี้ก็ยิ่งจะเผาให้เร่าร้อนยิ่งขึ้น   ดังเช่นที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้    ดังนี้
คนพาลผู้มีปัญญาทรามเมื่อทำบาปกรรมอยู่    ก็จะไม่รู้สึกว่า    ตนทำบาป    ต่อเมื่อใดบาปนั้นให้ผล   เขาก็จะเดือดร้อนหรือเร่าร้อนเหมือนถูกไฟเผาทีเดียว

เหตุไรบาปที่ทำไว้ในชาตินี้จึงยังไม่ให้ผล
บาปกรรมที่ทำไว้ในชาตินี้แม้จะมากน้อยสักเพียงไรก็จะยังให้ผลไม่มาก    ทั้งนี้ก็เพราะการที่เราเกิดมาเป็นคนในชาตินี้    แสดงว่า   เบญจขันธ์อันนี้เกิดมาจากวิบากของกุศลกรรมในชาติก่อน    และในเมื่อเบญจขันธ์อันนี้ยังอยู่ยังไม่ตาย   เบญจขันธ์อันนี้ก็จะคุ้มครองป้องกันมิให้บาปกรรมที่ทำในชาตินี้ให้ผล    แต่ในเมื่อเราทำบาปกรรมบ่อย   ๆ   บาปกรรมอันนี้มีมาก    ในเวลาจะตาย    บาปกรรมในชาตินี้ก็จะนำไปเกิดในอบายภูมิ    คืออาจจะไปเกิดในนรก    หรือไปเกิดเป็นเปรตอย่างใดอย่างหนึ่ง     อย่างนี้เป็นต้น     ครั้นแล้วบาปกรรมอันนั้นก็จะตามเผาผลาญอย่างแน่นอน
คน ที่ทำบาปกรรมในเมื่อยังไม่ตายนั้น     บาปกรรมที่ทำไว้ก็เป็นเสมือนถ่านไฟที่ลุกแดงฉานไม่มีเปลว    แต่มีขี้เถ้าปกปิดเอาไว้    ต่อเมื่อตายไปแล้ว    คราวนี้ก็เปรียบเหมือนถ่านไฟนั้นถึงแม้จะมีขี้เถ้าปิดไว้    แต่ตอนนี้ก็เหมือนกับไม่มีขี้เถ้า    เพราะขี้ถ้านั้นไม่อาจจะป้องกันความร้อนจากถ่านไฟนั้นได้เนื่องจากขี้เถ้านั้นก็ร้อนแรงเหมือนถ่านไฟนั้นแล้ว    ในเมื่อเหยียบอยู่บนขี้เถ้าที่กลบไฟนั้นไว้นาน
คนพาลผู้มีปัญญาทราม    กำลังทำบาปอยู่   ก็จะไม่รู้ตัวว่าตนเองทำบาป    แต่บาปกรรมที่ตนเองทำไว้นั้นมันจะต้องให้ผลคือตามเผาคนนั้นอย่างแน่นอน    เหมือนคนที่เหยียบอยู่บนถ่านไฟที่มีขี้เถ้าปกปิดไว้    ซึ่งในที่สุดก็จะต้องถูกไฟนั้นเผาไหม้อย่างแน่นอน

โลกนี้เป็นได้ทั้งนรกและสวรรค์
เมื่อพูดถึงนรกและสวรรค์     จะต้องทำความเข้าใจไว้เสมอว่า    นรกและสวรรค์นั้นมีทั้งในโลกนี้และโลกหน้าชีวิตนี้เป็นได้ทั้งนรกและสวรรค์    ซึ่งข้อความอันนี้    นอกจากพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า   “ภิกษุทั้งหลายนรกและสวรรค์   เราตถาคตได้เห็นแล้ว    นรกและสวรรค์มีอยู่ที่อายตนะ    ๖   นี่เอง   ฯลฯ”
ในนรกไม่อาจจะอยู่ประพฤติมรรคพรหมจรรย์ได้เลย     เพราะในนรกนั้นมีแต่ความทุกข์    เพียบพร้อมไปด้วยความทุกข์อย่างเดียว    และในสวรรค์เทวโลกนั้นเล่า    ก็ไม่อาจจะอยู่ประพฤติมรรคพรหมจรรย์ได้เช่นเดียวกันเพราะในสวรรค์เทวโลกนั้นก็จะมีแต่ความสุข    เพียบพร้อมไปด้วยความสุขอย่างเดียว    (ทุกข์ไม่มี)    ฉะนั้นก็จะทำให้เกิดความประมาทมัวเมายินดีอยู่แต่ในการเล่นสนุกสนานอย่างเดียว     ส่วนโลกมนุษย์มีทั้งสุขและทุกข์ระคนเจือปนกล่นเลื่อนไปทั่ว    ในโลกมนุษย์มีทั้งอบายและสวรรค์ปรากฏ     ฉะนั้นโลกมนุษย์นี้    จึงเป็นภูมิที่เหมาะสำหรับบำเพ็ญกัมมัฏฐานเพื่อมรรคพรหมจรรย์     เป็นต้น
สรุป
ท่านทั้งหลายจากเนื้อหาที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นพอจะตอบคำถามเหล่านี้ได้หรือไม่ว่า      ความตายเป็นเช่นไรตายแล้วไปไหน    วิญญาณมีจริงหรือไม่      วิญญาณจะไปอยู่ไหนเมื่อไม่มีร่าง      ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่
จะอย่างไรก็ดี   จะขอย้ำอีกทีว่า    สิ่งที่พระพุทธองค์ได้ตรัสเอาไว้ว่า    “ใครทำกรรมอะไรไว้ย่อมได้รับผลนั้นไป”    ซึ่งผลจะให้ผลทั้งในโลกนี้และโลกหน้า    คือ     ในปัจจุบันและอนาคต     เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เชื่อแน่ว่าภพหน้ามีจริง    และหลังจากตายแล้วเราจะต้องไปเสวยผลกรรมของเราในภพต่อไป    แล้วอะไรล่ะที่เป็นสิ่งที่ยังหลงเหลือเป็นเชื้อไปในภพหน้าในเมื่อสภาพร่างกายสลายไปหมดแล้ว    ก็วิญญาณยังไงล่ะ    ซึ่งเป็นนามรูปยังเหลืออยู่    หรือที่เรียกว่า    “จุติจิต”    สิ่งนี้เองจะเป็นชีวิตที่จะไปสู่ภพหน้าต่อไป
ซึ่งภพหน้านั้นจะเป็นเช่นไรนั้น    ก็ขึ้นอยู่กับกรรมที่ได้กระทำมาก่อนที่จะแตกดับ     เพราะในเวลาใกล้จะตายจิตของเราจะยึดเอากรรมหรือกรรมนิมิต    แล้วก็ไปเกิดในภพหน้า    ทั้งกรรมที่เป็นกุศลและอกุศล    ซึ่งกรรมที่ว่านั้นเราไม่สามารถที่จะควบคุมได้ในขณะที่จิตจวนจะดับนั้นว่าให้คิดถึงแต่กรรมที่เป็นกุศล    เพื่อจะได้ไปเกิดในภพที่เป็นสุคติ    เพราะเหตุว่าถ้าสร้างกรรมส่วนไหนไว้มากซึ่งก็แสดงว่าจิตชอบไปในทางนั้น    เวลาจะดับจิตก็จะถือเอากรรมส่วนนั้นเป็นนิมิต    แล้วไปสู่ภพใหม่ด้วยอำนาจแห่งกรรมนั้น
เมื่อดูตาม    วิญญาณฐิติแล้ว   ก็จะเห็นว่า    ชีวิตหลังจากตายแล้ว    ถ้ายังมีกิเลส    ยังมีกรรม    กิเลสกับกรรม    ก็จะทำหน้าที่สร้างปฏิสนธิวิญญาณหรือปฏิสนธิจิต    ให้ไปถือปฏิสนธิในกำเนิดนั้น   ๆ   แรกกรรมที่บุคคลกระทำเอวไว้แตกต่างกันจึงแบ่งแยกให้คน    ให้สัตว์    ในภพในภูมินั้นแตกต่างกันออกไป   เช่น    มีกายต่างกัน   มีสัญญาต่างกัน    เป็นต้น
ดังนั้นชีวิตหลังจากตายแล้ว    จึงพอสรุปได้ว่า    ถ้ายังมีกิเลสอยู่   กิเลสก็จะทำให้จิตหรือวิญญาณได้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ร่ำไปไม่มีที่สิ้นสุดตามหลักของปฏิจจสมุปบาท    เมื่อใดกิเลสหมดไปแล้ว    คือเป็นผู้บริสุทธิ์ทั้งกายวาจาใจ    อันได้แก่การเข้าสู่อริยบุคคล    เมื่อนั้น   ก็จะเป็นการตัดเส้นทางการไปสู่ภพใหม่    คือไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกแล้ว    ซึ่งเรียกว่า    นิพพาน
ดังนั้น     ท่านทั้งหลาย    เมื่อทราบเช่นนี้แล้ว    จงใช้วิจรณญาณของท่านพิจารณาเอาเองเถิดว่า     ท่านต้องการจะให้ชีวิตใหม่ในภพของท่านเป็นเช่นไร    ท่านต้องการจะไปสู่สุคติ    หรือทุคติ     หรือไปสู่แดนอันเป็นอมตะ    คือ   นิพพาน    เมื่อเลือกแล้วท่านจงประพฤติตนให้เหมาะสมกับสิ่งนั้น    ดังพุทธภาษิตบทหนึ่งว่า

ยาทิสํ      วปฺปเต    พีชํ                 ตาทิสํ    ลภเต    ผลํ
กลฺยาณการี   กลฺยาณํ                   ปาปการี   จ   ปาปกํ
หว่านพืชเช่นไร      ย่อมได้ผลเช่นนั้น           ทำกรรมดี
ย่อมได้รับผลดี       ทำกรรมชั่ว         ย่อมได้รับผลชั่ว
บรรณานุกรม

ปุ้ย   แสงฉาย.   ตายแล้วไปไหน.   พระนคร:  โรงพิมพ์  ส.ธรรมภักดี,  ๒๕๓๒
พระมหาประวัติ  คงคปญฺโญ.  ตายแล้ววิญญาณไปไหน.  กรุงเทพฯ: อำนวยสาส์นการพิมพ์,  ๒๕๓๕
พระมหาวัฒนา   สุรจิตฺโต.  “ตายแล้วไปไหน.”   พุทธศาสตร์ปริทรรศน์   ๔:๑๑ – ๑๒,   กรกฎาคม  –                              สิงหาคม   ๒๕๔๕
พร   รัตนสุวรรณ.  นรก – สวรรค์   โรงพิมพ์วิญญาณ.   กรุงเทพฯ:  มกราคม   ๒๕๔๒
พระโสภณคณาภรณ์(ระบบ   ฐิตญาโน).  ธรรมปริทรรศน์ ๒.  กรุงเทพฯ:  โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๓๐
สภาธรรมกถึก.  พุทธประทีป.  ชุดที่  ๔,  พระนคร: โรงพิมพ์รุ่งเรืองธรรม,  ๒๕๐๗.