ความหมายของธงกฐิน

ธงกฐิน

ในเรื่องของการทอดกฐินนี้ “ธงกฐิน” ซึ่งเป็นเครื่องหมายแสดงให้รู้ว่าวัดนี้ได้รับผ้ากฐินแล้ว โดยเหตุที่ว่า วัดหนึ่งๆ นั้นรับกฐินได้เพียงครั้งเดียว อีกในหนึ่ง ธงกฐินจะมีรูปสัตว์ ๓ – ๔ จำพวก เป็นสัญลักษณ์ คือ รูปจรเข ้ รูปตะขาบ รูปแมลงป่อง รูปนางกินร ีและรูปเต่าคาบดอกบัวเรื่องธงกฐินนี้โดยใจความแล้วไม่มีปรากฏในพระไตรปิฎก หรือในหนังสือคัมภีร์อื่นๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องของกฐินอย่างชัดเจน สาเหตุอาจจะเป็นเพราะนักปราชญ์อีสานโบราณท่านสอนคนหรือแนะนำคน จะไม่ใช้วิธีการที่บอกหรือกล่าวสอนกันตรงๆ มักจะใช้ทำนองที่ว่าเรียบๆ เคียงๆ เป็นลักษณะของปริศนาธรรม เช่น ลักษณะที่เด่นและเห็นชัดเจนคือ การใช้คำพูดในบทผญาหรืออีสานภาษิต ซึ่งไม่ได้กล่าวถึงเรื่องกำลังพูดกันตรงๆ เช่นว่า “เจ้าผู้แพรผืนกว้างปูมาให้มันเลื่อมแด่เป็นหยัง สังมาอ่อมส่อมแพงไว้แต่ผู้เดียว แท้น้อ” ซึ่งสำนวนนี้ก็ได้พูดถึงความใจกว้างหรือความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

สำหรับ รูปสัตว์ต่างๆ ธงกฐินนี้ท่านบอกสอนไว้ให้รู้ในลักษณะที่ว่า คนที่สามารถทำกฐินหรือเจ้าภาพทอดกฐินได้ ต้องเป็นคนจิตใจกว้าง มีความเสียสละเป็นอันมาก รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แม้กระทั้งสัตว์ที่มีพิษร้ายก็สามารถมาร่วมทำบุญ ได้ หรืออีกความหมายหนึ่งนักปราชญ์อีสานโบราณท่านอธิบายเปรียบเทียบกับโลภะ โทสะ โมหะ ได้ชัดเจนว่า

ธงกฐินอันดับแรก เป็นรูปจระเข้คาบดอกบัว หมายถึงความโลภ โดยปกติแล้วจระเข้เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำในบางช่วงขึ้นมานอนอ้าปากอยู่บนบก ให้แมลงวันเข้ามาตอมอยู่ในปาก พอแมลงวันเข้าไปรวมกันหลายๆ ตัวเข้าจึงได้งับปากเอาแมลงเป็นอาหาร ท่านได้เปรียบถึงคนเราที่มีความโลภ ไม่มีความรู้สึกสำนึกชั่วดี ความถูกต้องหรือไม่ มีแต่จะเอาได้ท่าเดียว โดยไม่คำนึงว่าที่ได้มานั้นมีความสกปรกแปดเปื้อนด้วยความไม่ดีไม่งามคือ อกุศลหรือไม่ ผู้อื่นจะได้รับผลอย่างไรจากการกระทำของตนไม่ได้ใส่ใจ ดังนั้น ธงรูปจรเข้ท่านจึงได้เปรียบเหมือนกับคนโลภ ที่มันทำให้คนกอบโกยทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่มีช่องทางหรือโอกาส

ธงกฐิน อันดับที่สอง เป็นรูปตะขาบหรือแมลงป่องคาบดอกบัว หมายถึงความโกรธ โดยธรรมชาติแล้ว สัตว์ทั้งสองอย่างนี้เป็นสัตว์ที่มีพิษร้าย ถ้าใครโดนตะขาบและแมลงป่องกัดหรือต่อยเข้าแล้วจะรู้สึกเจ็บปวด แต่ความเจ็บปวดเหล่านั้นมียาหรือของที่แก้ให้หายหรือบรรเทาปวดได้ ท่านได้เปรียบถึงโทสะ เพราะโทสะนี้เป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นง่ายเกิดขึ้นเร็วและรุนแรง แต่ก็หายเร็วหรือที่เรียกว่า โกรธง่ายหายเร็ว โทสะหรือความโกรธ มีความเจ็บปวดและมีความเสียหายเป็นผล ดังนั้นท่านจึงเปรียบธงรูปตะขาบและธงรูปแมงป่องว่า เหมือนกับความโกรธ เพราะมีลักษณะคล้ายกันคือเกิดขึ้นง่าย เร็ว รุนแรง มีความเจ็บปวดและหายเร็วหรือมีทางที่จะรักษาให้หายได้

ธงกฐินอันดับที่สาม มีรูปเป็นนางกินรีถือดอกบัว หมายถึงความหลงหรือโมหะ โดยที่รูปร่างและศัพท์ที่ใช้เรียกก็มีความชัดเจนอยู่แล้ว กินรี แปลว่า คนอะไร หรือสัตว์อะไร ดูไม่ออกบอกไม่ถูกว่าเป็นรูปสัตว์หรือรูปคนกันแน่ เพราะว่าท่อนล่างมีรูปเป็นปลา ท่อนบนมีรูปร่างเป็นคน ศัพท์ว่า เมื่อวันเสาร์ตอนต้นเดือน เถรีเห็นคนนำธงกฐินรูปจระเข้มา ไม่ทันสังเกตว่าเขานำมาถวายหลวงพ่อหรือนำมาให้ท่านเจิม หลังจากนั้นหลวงพ่อก็เล่าชาดกให้ฟังว่า

“มีเศรษฐีขี้เหนียวคนหนึ่ง ตายแล้วไปเกิดเป็นจระเข้ ว่ายวนเวียนอยู่ท่าน้ำบ้านตัวเอง ความขี้เหนียวของแกเลื่องลือ เขาว่าขี้เหนียวถึงขนาด “กินข้าวเช้า กินเอาตอนเพล บางทีข้าวเย็น ก็เว้นไม่กิน ทนอดทนอยาก ลำบากเสียเปล่า เมียบ่นหิวข้าว ผัวเฒ่าตีดิ้น กลัวยากกลัวจน ยอมทนอมลิ้น เมียกลัวเหงื่อริน ก็เลยเป็นลม” ท้ายสุดเศรษฐีตายไปทั้ง ๆ ที่อดอยาก กลายเป็นจระเข้วนเวียนอยู่แถวนั้น ไปไกลก็ไม่ได้ เพราะใจที่ผูกอยู่กับทรัพย์สินมันดึงเอาไว้ ด้วยความที่ดวงจิตมัน ดิ้นรนอยากจะไป ก็เลยไปเข้าฝันภรรยาตัวเอง บอกภรรยาให้ไปขุดสมบัติที่หัวสะพานขึ้นมาทำบุญ แกจะได้ไปที่อื่นได้ ภรรยาและลูกก็เลยไปช่วยกันขุดมา เมื่อขุดมาได้แล้วก็ตั้งใจที่จะทำบุญกฐินให้ ก็เลยไปจองกฐิน พอดีที่วัดยังไม่มีคนจองเป็นเจ้าภาพกฐิน ถึงเวลาก็แห่เครื่องกฐินไปทางเรือ จระเข้ก็พยายามว่ายน้ำตาม ว่ายไป ๆ ก็หมดแรงไปไม่ไหว อาจจะเป็นเพราะเฝ้าสมบัติมานาน อายุมากแล้ว ก็เลยบอกกับภรรยาและลูกว่า ให้วาดรูปตน (จระเข้)เอาไว้ในกองกฐินด้วย เหมือนกับว่าตัวเองไปด้วย หลังจากนั้นจระเข้ก็สิ้นใจตาย

ดังนั้น รูปจระเข้ก็เลยเป็นสัญลักษณ์ในการทอดกฐิน ถ้าวัดไหนมีธงมัจฉาหรือธงจระเข้อยู่ ก็รู้ว่าวัดนั้นมีคนจองเป็นเจ้าภาพกฐินแล้วหรือได้รับกฐินแล้ว เขาก็จะไปหาวัดที่ไม่มี

แต่ว่าพอมารุ่นหลังก็เกิดความเพี้ยนไป ความเพี้ยนที่ว่าก็คือเนื้อหามันเปลี่ยน คนไปเข้าใจว่ามันเป็นปริศนาธรรมของพระพุทธเจ้าที่ท่านกล่าวถึงภัยของภิกษุ ใหม่

ท่านบอกว่าภัยของภิกษุใหม่ ประกอบด้วย วังวน ๑ คลื่นลม ๑ จระเข้ ๑ ปลาร้าย ๑ ที่จะทำให้ภิกษุทั้งหลายไม่สามารถตั้งอยู่ในพรหมจรรย์ได้ ท่านบอกวังวนคือกามคุณ ๕ ความยินดีในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส คลื่นลมก็คือคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ ถ้าทนคำสั่งสอนไม่ได้ก็เหมือนกับเรือที่ล่มลงกลางทะเลวัฏสงสาร จระเข้คือความเห็นแก่กิน เห็นแก่นอน ไม่ปฏิบัติธรรม ปลาร้ายหมายถึงเพศตรงข้าม ที่จะมาเอาไปกินเสียก่อนที่จะบรรลุมรรคผล เขาก็เลยสร้างรูปนางมัจฉาขึ้น

นางมัจฉาเป็นตัวแทนของปลาร้าย ในขณะเดียวกันบางทีก็มีรูปคลื่นอยู่ข้างล่าง บางทีก็มีน้ำวนอยู่ด้วย เมื่อรวม ๆ กันแล้วให้มันตรงกับภัยของภิกษุใหม่ จริง ๆ พระจะใหม่จะเก่าเจอเข้าก็เดี้ยงเหมือนกัน สำคัญตรงที่ว่ามีสติสัมปชัญญะที่จะต่อสู้สักแค่ไหน

เรื่องของธงกฐินตอนแรกมันเกิดจากชาดกเศรษฐีขี้เหนียว พอตอนหลังเนื้อหามันเพี้ยนไป คนตีความผิดก็เลยมีธงนางมัจฉาเพิ่ม

มาระยะ หลัง ๆ ก็มีครูบาอาจารย์เอามาลงอักขระ เลขยันต์คาถาอาคม เอาไว้สำหรับการค้าขาย เพราะฉะนั้นสมัยหลัง ๆ ธงกฐินไม่ค่อยได้อยู่ติดวัดหรอก ทอดกฐินเสร็จก็ล้มเสาเอาเลย เอาไปให้หลวงปู่หลวงพ่อท่านเจิม เจิมเสร็จก็เอาไปติดบ้านให้ค้าขายดี”

            กฐิน แปลว่า ไม้สะดึง ก่อคือไม้ที่เราเอาขึงผ้าเวลาจะเย็บ หรือเมื่อก่อนที่แม่ๆ เฮาเอาขึงเสื้อเพื่อปักชื่อนักเรียนของเฮา

ระยะ เวลาการทอดกฐิน กำหนดให้ เริ่มจากวันออกพรรษา จนถึงวันลอยกระทง

วัดที่จะรับกฐินได้ ต้องมีพระอยู่จำพรรษา 5 รูปขึ้นไป ไม่นับพระน้อย(เณร)นะครับ

วัดหนึ่งรับกฐินได้แค่ 1 ครั้ง ต่อปีครับ

ประเภทของกฐิน

1.จุล กฐินหรือกฐินแล่น คือการทำผ้าจีวรเพื่อใช้ทอดกฐินให้เสร็จภายในวันเดียว ตั้งแต่การ ปั่นด้าย ทอ ย้อมสี ตัดเย็บเป็นจีวร ซึ่งต้องใช้คนเป็นจำนวนมาก ใช้ความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านเป็นอย่างมาก เดี๋ยวนี้หาดูยาก ถ้าอยากเห็นลองไปดูแถววัดป่าเป้า น่าจะมีนะครับเพราะทุกปีมี แต่ผมมะรู้ว่าปีนี้มีวันไหนนะครับ

2.มหากฐิน ก่อคือกฐินที่เราเห็นทั่ว ๆ ไป เฉพาะ กล่าวคือ ท่านผู้ใดมีศรัทธาจะทอดกฐิน ณ วัดใด ก็ให้ทำใบปวารณาจองกฐินติดใบบอกไว้ ณ เขตวัดนั้นๆ เมื่อถึงเวลากำหนด ก่อนำผ้ากฐิน พร้อมทั้งบริวารกฐินอื่น ๆ ตามแต่เจ้าของกฐินจะจัดหา เช่น มีด ขอบก (จอบ) เสียม ยารักษาโรค เป็นต้น

บางตำราท่านจะแบ่งกฐินออกเป็นแยกย่อยอีกเช่น

-กฐิน สามัคคี ลักษณะเหมือนมหากฐิน แต่จะมีหลายๆคนร่วมกันเป็นเจ้าภาพ บางทีก่อจัดหาเงินเพื่อสบทบในการ ก่อสร้างวิหาร เจดีย์ ต่างๆ ภายในวัดด้วย

-กฐิน ตกค้าง หรือกฐินโจร ซึ่งมักจะเป็นการทอดกฐินในวันสุดท้าย โดยอาจจะมีคนไปหาว่าวัดไหนยังไม่ได้กฐินก่อจะเข้าไปทอดกฐินแบบจู่โจม โดยทางวัดไม่รู้หรือเตรียมการล่วงหน้า เหมือนโจรบุกอย่างไดอย่างอั้น