พระไตรปิฎกวิเคราะห์

IMG_0634

๑.  คำว่า “พระไตรปิฎก” คืออะไร  หมายความว่าอย่างไร  จำเป็นอย่างไร  จำเป็นอย่างไรจึงต้องศึกษา ?

ตอบ  ความหมายของพระไตรปฎก[1] ตามรูปศัพท  คําวา  “พระไตรปฎก” แยกศัพทออกเปน

พระ + ไตร + ปฎก  คําวาพระเปนคํายกยอง  แปลวา  ประเสริฐ  คําวา ไตร ในภาษาบาลีใชคําวา ติ    ซึ่งแปล    วา สาม คําวา ปฎก แปลได ๒ นัย คือ[2]

๑. หมายถึง ภาชนะ เชน ตะกรา เปนตน ดังประโยคบาลีวา “อล ปุริโส อาคจฺเฉยฺย กุทฺทาลปฎกมาทาย”  แปลวา คราวนั้น บุรุษคนหนึ่งไดถือจอบและตะกรามา

๒. หมายถึง คัมภีร หรือตํารา ดุจในประโยคบาลีในกาลามสูตรวา มา  ปฎกสมฺปาเทน  แปลวา ทานอยาเชื่อเพียงเพราะอางตําราหรือคัมภีร์

ดังนั้น    พระไตรปฎก    จึงหมายถึงคัมภีรหรือตําราที่รวบรวมคําสั่งสอนของพระพุทธเจาไวเปนหมวดหมูไมใหกระจัดกระจาย คลายกระจาดหรือตะกราอันเปนภาชนะสําหรับใสของฉะนั้น

จำเป็นอย่างไร[3] จำเป็นเพราะว่าศาสนาทุกศาสนาในปจจุบัน  มีคัมภีรหรือตําราทางศาสนาเปนหลักในการสั่งสอน  แมวาแตเดิมจะมิไดมีการขีดเขียนเปนตัวอักษรก็ตาม  แตเมื่อมนุษยไดมีการพัฒนาทางดานการพิมพ  คัมภีรทางศาสนาจึงไดรับการพิมพดวยเชนกัน พระไตรปฎกก็เปนคําภีรหลักในพระพุทธศาสนาดุจคัมภีรไบเบิลของศาสนาศริสต์   คัมภีรอัลกุรอานในศาสนาอิสลาม และคัมภีรพระเวทของศาสนาพราหมณ

จำเป็นอย่างไรจึงต้องศึกษา  เพื่อที่จะไดรับจากการศึกษา เรียนรูพระพุทธศาสนา จึงเปนกิจยิ่งสำคัญของเราชาวพุทธ ถือวาเปนการสืบตออายุพระพุทธศาสนา หรือเปนความดํารงอยูของพระพุทธศาสนากลาวคือ ถายังมีการศึกษาคนควาพระไตรปฎกเพื่อนํ าไปปฏิบัติ พระพุทธศาสนาก็ยังคงดํารงอยูแตถาไมมีการศึกษา คนควา พระไตรปฎก แมจะมีการปฏิบัติ ก็จะไมเปนไปตามหลักการของพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาก็จะไมดํารงอยู คือ จะเสื่อมสูญไปนอกจากเราจะไดรับประโยชนในทางศาสนาโดยตรงแลว พระไตรปฎกยังมีคุณคาที่จำเป็นและสําคัญในดานอื่น ๆ อีกมากมายโดยเฉพาะ

๑. เปนที่บันทึกหลักฐานเกี่ยวกับลัทธิความเชื่อถือ ศาสนา ปรัชญา ขนบธรรมเนียม

ประเพณี วัฒนธรรม เรื่องราว เหตุการณ และ ถิ่นฐาน เชน แวนแควนตาง ๆ ในยุคอดีตไวเปนอันมาก

๒. เปนแหลงที่จะสืบคนแนวคิดที่สัมพันธกับวิชาการตาง ๆ เนื่องจากคํ าสอนในพระธรรมวินัย

มีเนื้อหาสาระเกี่ยวโยง หรือครอบคลุมถึงวิชาการหลายอยาง เชน จิตวิทยา กฎหมาย การปกครอง เศรษฐกิจ เปนตน

๓. เปนแหลงเดิมของศัพทบาลี ที่นํ ามาใชในภาษาไทย เนื่องจากภาษาบาลีเปนรากฐานสําคัญ

ของภาษาไทยการคน การคนควาพระไตรปฎก จึงมีอุปการะพิเศษแกการศึกษาภาษาไทยเปนอยางมาก

รวมความวา การศึกษาคนควาพระไตรปฎก มีคุณคาสํ าคัญไมเฉพาะแตในการศึกษาทางพระพุทธศาสนาเทานั้น แตอํานวยประโยชนทางวิชาการในดานตาง ๆ มากมาย  เชน  ภาษาไทย    ภูมิศาสตร ประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา โบราณคดี รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร ศึกษาศาสตร์ ศาสนา ปรัชญา และจิตวิทยา เปนตน

๒. คำว่า “จากพระธรรมวินัย สู่ความเป็นพระไตรปิฎก” นั้น หมายความว่าอย่างไร มีเหตุ – ผล อะไรจึงกล่าวอย่างนั้น ?

ตอบ   ขอความดังกลาว หมายถึงการเรียกพระวินัย  พระสูตร  และพระอภิธรรม  ไดมีมานาน

แลว  แตยังไมแยกชัดออก   เปนพระวินัยปฎก  พระสุตตันตปฎก  พระอภิธรรมปฎก   อยางที่ปรากฎในยุคตั้งแตสังคายนาครั้งที่สาม เปนตนมา  ดังบาลีวา[4]    เตปฎ   กํ พุทฺธวจนํ นาม  พุทฺธสฺส  ภควโต  ธมฺม  วินยสฺส  สโมธานํ  โหติ  แปลวา  พระพุทธพจน  คือ  พระไตรปฎก  เปนที่รวบรวมแหงพระธรรมวินัย

ขององคภควันตพุทธเจา

ธรรม  คือ  หลักคําสอนวาดวยความจริงของสิ่งทั้งหลาย   พรอมทั้งขอประพฤติปฏิบัติที่พระพุทธเจาทรงแนะนําตรัสไ ว โดยสอด คลองกับความจริงนั้นๆ

วินัย  คือ  การประมวลพุทธบัญญัติที่เกี่ยวกับหลักเกณฑตาง ๆ   ในการเปนอยูหรือกฎระเบียบต่างๆ  ของพระสงฆ  ที่จะดํารงไว้ ซึ่งภาวะอันเกื้อหนุนใหภิกษุและภิกษุณีประพฤติปฏิบัติตามธรรมนั้นอย่างไดผลดี  และรักษาพระศาสนาไวได  ดวยเหตุนี้จึงเรียกพุทธศาสนา อยางสั้นวา  “ธรรมวินัย”

เหตุ – ผล เมื่อศึกษาความหมายของธรรมวินัย จากพจนานุกรมของนักปราชญทั้งหลายแลว จึงพอจะประมวลกลาวไดดังนี้

ธรรม   หมายถึง  คําสอนของพระพุทธเจา  ในสวนที่เปนหลักประพฤติปฏิบัติ  เชน หลักกรรม    เปนตน พระพุทธเจาทรงแสดงธรรมตั้งแตงายที่สุด   ไปจนถึงยากที่สุด   ตั้งแตตื้นที่สุด   จนถึงลึกที่สุด   ธรรมะดังกลาวแลวทั้งเบื้องตน  ทามกลาง  และที่สุด  เปนหลักคําสอนที่มีอรรถะพยัญชนะ  บริบูร  ณ บริสุท  ธิ์ เปนความประพฤติอันประเสริฐ  ดังมีปรากฏในคําทําวัตรเชา  อันเปนพระราชนิพนธของพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัววา  โย  ธมฺ  มํ เทเสสิ  อาทิกลฺยา  ณํ ปริโยสานกลฺยาณํท  สาตฺ  ถํ สพพยฺช  นํ  เกวลปริปุณฺ  ณํ ปริสุท  ธํ พรฺหมจริ  ยํ ปกาเสสิ.  คําสอนในลักษณะเชนนี้ไมใชกฎระเบียบอันเปนขอบังคับ     ขอหามสําหรับพุทธบริษัท     หากเปนคําสอนที่พุทธบริษัทควรจะ ประพฤติปฏิบัติตาม  ผูใดประพฤติตามหลักธรรม  ผูนั้นยอมไดรับผลแหงการประพฤตินั้น  ผลแหงการปฏิบัติธรรมยอมไมไปตกแกผูอื่นที่ ไมปฏิบัติ  พระพุทธเจาเปนเพียงผูชี้แนะบอกทางใหเทานั้น  ดังมีหลักฐานปรากฏในพระบาลีวา  อกฺขาโร   ตถาคโต   แปลวา  พระตถาคต  เปนเพียงผูชี้บอก

วินัย  หมายถึง  คําสั่งสอนของพระพุทธเจา ในสวนที่เปนกฎระเบียบ ขอหาม ขอบังคับ สําหรับพุทธบริษัท เชน ขอบัญญัติทางวินัยใหภิกษุทั้งหลายลงฟงการสวดปาฏิโมกข ( ศีลของพระภิกษุ ๒๒๗ ขอ ) ทุกๆ กึ่งเดือนหรือ ๑๕ วัน ถาขาดโดยไมมีเหตุผล ควรตองปรับอาบัติ   ( อาบัติ หมายถึงขอผิดพลาดหรือความผิดในการละเมิดขอวินัยที่พระพุทธเจาทรงบัญญัตไว )

๓. ที่กล่าวว่า “จากมุขปาฐะ สู่การจารึกลงใบลาน” นั้น หมายความว่าอย่างไร และมีประวัติความเป็นมาอย่างไร ?

ตอบ ถ้าแบงยุคประวัติวรรณคดีบาลี ถายึดถือกฎเกณฑดังกลาวพอจะแบงออกเปนยุคตางๆ เชน

๑. ยุคธรรม – วินัย   หมายถึงยุคพุทธกาล[5]   กลาวคือยุคที่พระพุทธเจาทรงพระชนมอยู พระองคทรงประกาศคําสั่งสอนของพระองคที่เรียกวา   ธรรมวินัยบาง   พุทธพจนบาง   แกพุทธบริษัททั้งหลาย   ยุคนี้เริ่มตั้งแตพระพุทธเจาตรัสรู   แสดงปฐมเทศนา   จนถึงพระองคปรินิพพาน  รวมเวลา  ๔๕ พรรษา พระองคทรงแสดงธรรมวินัยดวยมุขปาฐะ  กลาวคือทรงแสดงธรรมดวยปากเปลา อันเปนประเพณี

นิยมกันในสมัยนั้น  ศาสนาอื่นๆ  ในยุคนั้น  ก็นิยมประเพณีนี้ดวย  สาวกของพระองคในยุคนี้ก็จดจําหมดธรรม  หมวดวินัยไดอยางแมนยํา เชน  การสวดปาฏิโมกขในทามกลางชุมนุมสงฆและเทศนสั่งสอนประชาชน  ดวยวิธีมุขปาฐะ  จนเปนเหตุใหเกิดมีสํานักของพระสาวกที่มีชื่อเสียงในดานทรงจําหมวดธรรมวินัย ดังปรากฏในประประวัติพระพุทธศาสนาและประวัติพระสาวกองคนั้นๆ แลว

๒. ยุคพระไตรปฎก   หมายถึงยุคที่พระสาวกองคสําคัญๆ    ของพระพุทธเจาผูเปนพระอริยบุคคลชั้นพระอรหันต  เชน  พระมหากัสสปเถระ ไดประชุมสงฆรวบรวมรอยกรองพระธรรมวินัย ใหเปนหมวดหมู มีรูปแบบเดียวกัน เรียกวา การทําสังคายนา ในยุคนี้เริ่มตั้ง แตหลังพุทธปรินิพพาน จนถึงการทําสังคายนาครั้งที่ ๓ รวมถึงผลของการทําสังคายนาครั้งที่ ๓ ดวยประมาณ พ.ศ. ๒๓๕ ป ในยุคนี้ยังไมไดเขียนพระไตรปฎกลงเปนลายลักษณอักษร เพียงเพื่อจดจําดวยมุขปาฐะ เทานั้น

๓. ยุคหลังพระไตรปฎก  หมายถึงยุคที่พระสงฆสาวกไดแตงคัมภีรอธิบาย  ขยายความในพระไตรปฎกใหพิสดารออกไป เพื่อที่จะใหผูไดศึกษาและผูสนใจในธรรมะไดเกิดความเขาใจงายขึ้น

 

๔.  ท่านเข้าใจอย่างไรกับคำว่า “  ดูก่อนอานนท์    พระธรรมวินัยที่ตถาคตได้แสดงแล้ว    บัญญัติขึ้นแล้วนั่นแล    จะเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย   โดยการล่วงไปแห่งเรา  ?

อานนท์   เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว    ภิกษุไม่ควรเรียกกันและกันด้วยวาทะว่า     อาวุโส   เหมือนดังที่เรียกกันตอนนี้    ภิกษุผู้แก่กว่าพึงเรียกภิกษุผู้อ่อนกว่า   โดยชื่อหรือตระกูล   โดยวาทะ   อาวุโส  ก็ได้    ภิกษุผู้อ่อนกว่าพึงเรียกภิกษุผู้แก่กว่าว่า    ภันเต   หรือ    อายัสมา   ก็ได้    อานนท์   เมื่อเราล่วงลับไป  ถ้าสงฆ์ปรารถนาจะถอนสิกขาบทเล็กน้อยเสียบ้างก็ได้   อานนท์    เมื่อเราล่วงลับไป  สงฆ์พึงลงพรหมทัณฑ์แก่ภิกษุฉันนะ

พระอานนท์ทูลถามว่า   พรหมทัณฑ์   เป็นอย่างไร    พระพุทธเจ้าข้า     พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า   อานนท์   ภิกษุฉันนะพึงพูดได้ตามต้องการ     แต่ภิกษุไม่พึงกล่าวตักเตือนพร่ำสอนเธอ[6]

๕.  การท่องจำ  ( มุขปาฐะ )  มีประโยชน์อย่างไร ?  ทำไมจึงเป็นที่นิยมกันมากในพุทธกาล  ?

เพราะการท่องจำนี้นิยมใช้กันมากในสมัยพุทธกาล    การพร่ำสอนในครั้งนั้นยังเป็นการให้ท่องจำอยู่ก่อนแล้ว    แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังให้พระจูฬลปัณถกท่องจำและในที่สุดก็ได้บรรลุพระอรหันต์ในที่สุด   เป็นประโยชน์อย่างมากเพราะพระภิกษุในสมยัพุทธกาลอาจจะเขียนหนังสือยังไม่ได้ต้องอาศัยการท่องจำ   โดยยึดถือเอาแบบอย่างครูอาจารย์ที่ตนเองเข้าไปศึกษาอยู่ในแต่ละสำนัก   และอีอย่างก็ยังเป็นการแสดงออกถึงเสียงของแต่ละบุคคลอีกด้วยว่าออกเสียงถูกหรืออกเสียงผิด   เสียงหนักเสียงเบาไปหรือไม่   ก็คงจะเป็นการแก้ไขได้ง่าย

พระโสณะโกฏิกัณณะ   ได้สวดธรรมเป็นหมวดที่แปดรวม  ๑๖  ครั้งด้วยทำนองสรภัญญะถวายพระพุทธเจ้า   พระพุทธองค์ทรงประทานสาธุการว่า    จำได้ดี    กล่าวด้วยวาจาสละสลวย   ได้เนื้อถ้อยกระทงความ  (  ขุททกนิกาย  อุทานวรรค ) ข้อนี้แสดงว่า  พระพุทธองค์ทรงเห็นความสำคัญของการทรงจำด้วยมุขปาฐะฯ

ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมกันมากในสมัยพุทธกาล

๖.   ถามว่า   เพราะเหตุใดจึงมีการจารึกคำสอนของพระพุทธเจ้าลงในใบลาน   ซึ่งเมื่อก่อนไม่นิยม   จงชี้แจง  ?

พระธรรมวินัยนั้นได้ถูกถ่ายทอดมาด้วยการท่องจำ   ที่เรียกว่า   มุขปาฐะ    วึ่งพระเถระที่มีบทบาทเป็นสำคัญในการสืบทอดพระพุทธศาสนาล้วนเป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้น    การจำหลักธรรมคำสอนจึงสามารถรักษาความบริสุทธิ์   คือ  มีความหมายและเป็นไปตามพุทธประสงค์ที่ทรงสอน   แต่เมื่อกาลเวลาล่วงเลยผ่านไปนานา  ๆ  การถ่ายทอดพระธรรมวินัยก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลาด้วย    จากที่เคยทรงจำและถ่ายทอดกันด้วยระบบปากต่อปากหรือการท่องจำ    ก็เปลี่ยนเป็นการบันทึกลงในใบลานเป็นเอกสารง่ายต่อการรักษาดูแลและเป็นหลักฐานอีกด้วย

การบันทึกลงในใบลานนั้นเป็นการวางแผนระยะไกลเป็นแนวทางแก่การศึกษาของผู้ที่เกิดความศรัทธาได้ศึกษาค้นคว้าได้ง่ายขึ้น    และอีกอย่างก็เป็นการรักษาหลักธรรมเอาไว้ได้นานอีกด้วย

[1] เสถียรพงษ์  วรรณปก คำบรรยายพระไตรปิฎก (กรุงเทพ ฯ : ธรรมสภาและสถาบันบันลือธรรม,  ๒๕๔๓ พิมพ์ครั้งที่ ๒ )หน้า ๑.

[2] มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกศึกษา CD-ROM , (กรุงเทพมหานคร.)

[3] เสถียรพงษ์  วรรณปก (อ้างแล้วเรื่องเดียวกัน)

[4] มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกศึกษา CD-ROM , (กรุงเทพมหานคร.)

[5] มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกศึกษา CD-ROM , (กรุงเทพมหานคร.)

[6] มหาปรินิพพานสูตร : ที.ม.(ไทย) ๑๐/๒๑๖/๑๖๔